
ตำราทายอนาคต
หลายท่านที่อ่านชื่อบทความวันนี้อาจจะนึกว่าผู้เขียนมานำเสนอเรื่องโหราศาสตร์
หลายท่านที่อ่านชื่อบทความวันนี้อาจจะนึกว่าผู้เขียนมานำเสนอเรื่องโหราศาสตร์
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
หลายท่านที่อ่านชื่อบทความวันนี้อาจจะนึกว่าผู้เขียนมานำเสนอเรื่องโหราศาสตร์ แต่ความจริงนั้นการทายอนาคตที่เป็นแนววิทยาศาสตร์ก็มี ทั้งยังมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีหลักสูตรเฉพาะ ฝรั่งเรียกว่า Futurism ที่นักวิชาการไทยแปลว่า “อนาคตศาสตร์” ซึ่งมีการศึกษามาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว นักวิชาการด้านนี้ที่ดังมากๆ ก็เช่น Alvin Toffler เจ้าของผลงาน The Third Wave ที่แปลเป็นไทยว่า “คลื่นลูกที่สาม” ที่อธิบายถึงวิวัฒนาการของโลกใน 3 ยุค คือยุคเกษตรและยุคอุตสาหกรรมในอดีตกับยุคของการสื่อสารหรือยุคดิจิตอลในปัจจุบัน
กรอบคิดหลัก หรือ Paradigm ที่มีผู้แปลให้ดูหรูขึ้นว่า “กระบวนทรรศน์” ของนักคิดในแนวนี้ก็คือ “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต อยู่บนเส้นตรงเดียวกัน ที่เรียกว่า เส้นตรงของกาลเวลา” มีคำอธิบายว่า “ปัจจุบันนั้นเป็นผลจากอดีต และอนาคตเป็นผลจากปัจจุบัน” ซึ่งฟังดูคล้ายๆ กับแนวคิดของศาสนาพุทธว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นผลจาก “กรรม” หรือ “การกระทำ” สิ่งที่ปรากฏในวันนี้คือผลจากการกระทำในอดีต และสิ่งที่จะปรากฏในอนาคตก็จะเป็นไปเพราะการกระทำในวันนี้ ดังนั้น เราจึงสามารถที่จะพยากรณ์หรือทำนายอนาคตของทุกสิ่งทุกอย่างได้
อย่างไรก็ตาม วิธีการคิดแบบนี้ก็มีข้อผิดพลาดได้เหมือนกัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบางคนชอบที่จะใส่จินตนาการอันล้นเหลือ “Over Imaginary” อย่างพวกนักคิดแนวมาร์กซิสต์ที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นฐานคิดเพื่อสร้างสังคมใหม่ แต่ดันไปวาดภาพอนาคตไว้เสียเลิศหรูว่ามนุษย์จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งบางคนเรียกแนวคิดของพวกมาร์กซิสต์นี้ว่าน่าจะเป็นแนวคิดแบบ Utopianism หรือ “โลกพระศรีอารินิยม” นั้นมากกว่า ดังนั้น นักคิดแนวอนาคตนิยมจึงปฏิเสธจินตนาการอันเพ้อฝันไม่เป็นจริง แต่จะอยู่บนพื้นฐานความจริงและมุ่งมองในสิ่งที่เป็นไปได้
พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือนักอนาคตศาสตร์จะไม่ตั้งเป้าหรือมองผลล่วงหน้า แต่จะคลำเป้าหรือค่อยๆ เดินไปอย่างพินิจพิเคราะห์ ด้วยข้อมูลที่ละเอียดชัดเจน โดยไม่มุ่งหวังว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เพียงแต่ “คาดหวัง” หรือมองในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยไม่ “คาดเดา” หรือมองในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนี้นักอนาคตศาสตร์จึงตั้งอยู่ในปัจจุบัน ในลักษณะที่ถ้าเราอยากจะให้อนาคตเป็นอย่างไรก็ต้องทำปัจจุบันให้เป็นไปอย่างนั้น หรือถ้าเราไม่มั่นใจว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ก็ให้เรามองย้อนไปในอดีต และใช้อดีตที่มองเห็นนั่นแหละเป็นบทเรียนที่จะทบทวนแก้ไข
ราว 20 ปีกว่าๆ มีภาพยนตร์ฮอลลีวูดอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อว่า Back to the Future ถ้าจำไม่ผิดจะทำออกมา 2 ภาค มีเนื้อหาเกี่ยวพันกัน หลักของเรื่องก็คือความอยากรู้อยากเห็นชีวิตในอนาคต จึงมีนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนหนึ่งประดิษฐ์รถยนต์ที่จะข้ามไปดูอนาคตในเวลาต่างๆ ได้ พระเอกได้ใช้รถคันนี้ไปเห็นอนาคต ครั้นเห็นมีเหตุที่ไม่ปรารถนาก็กลับไปแก้ไขอดีต เนื้อเรื่องมีความสนุกสนานมาก เพราะผู้ชมก็เอาใจช่วยว่าพระเอกจะแก้ไขอดีตได้ทันเวลาหรือไม่
ในตำนานเกี่ยวกับคริสต์มาส นอกจากเรื่องราวของซานตาคลอสและกวางเรนเดียร์แล้ว ฝรั่งยังชอบที่จะพูดถึงตาแก่ใจร้ายคนหนึ่งที่ได้ฉายาว่า The Scrooges หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “ไอ้ขี้เหนียว” จนต้องมีปีศาจมาดลใจด้วยการแปลงร่างเป็นผี 3 ตน คือ ผีอดีต ผีปัจจุบัน และผีอนาคต มาพาตาแก่คนนี้ให้ไปเห็นชีวิตในทั้ง 3 ช่วงนั้น จนได้สำนึกและกลับตัวกลับใจกลายเป็นคนที่มีเมตตา ฝรั่งเขาเห็นว่าในเทศกาลคริสต์มาสนี้คือเทศกาลแห่งความเมตตาที่คนเราควรจะเผื่อแผ่ให้กันและกัน สร้างประโยชน์สุขให้กับคนอื่น และให้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารัก
ผู้เขียนชอบที่จะศึกษาสังคมการเมืองด้วยแนวคิดของนักอนาคตศาสตร์ ในฐานะที่เป็นนักรัฐศาสตร์ก็จะมีคนชอบถามว่า ช่วยวิเคราะห์การเมืองให้ฟังหน่อย ก็วิเคราะห์ไปตามหลักวิชานี้ วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแต่จะต้องมีความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์พอสมควร ถ้าจะวิเคราะห์การเมืองไทยก็มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทยอย่างละเอียด ในทำนองเดียวกันถ้าจะวิเคราะห์การเมืองของชาติใด ก็จำเป็นที่จะต้องรู้ประวัติศาสตร์ของชาตินั้นๆ อย่างลึกซึ้ง
แต่ว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้นก็มีจุดอ่อน ประการแรก ขึ้นอยู่กับว่าประวัติศาสตร์นั้นใครเป็นผู้เขียนและเขียนเพื่ออะไร อย่างพวกที่ต่อต้านเจ้ามักจะบอกว่าประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศมักจะชื่นชมแต่พวกเจ้าหรือผู้ปกครอง หรือไม่ก็ถูกบังคับให้เขียนเพื่อสรรเสริญเยินยอผู้มีอำนาจเหล่านั้น ประการต่อมามีหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันหรือไม่ เพราะประวัติศาสตร์คือเรื่องที่ผ่านมาแล้ว หลักฐานบางส่วนก็ไม่มี หรือมีก็ไม่สมบูรณ์ แต่ที่น่ากลัวคือหลักฐานที่มีคนสร้างขึ้นหรือปลอมขึ้นมา ประการสุดท้าย ความมุ่งหมายในการใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ที่อาจจะนำมาใช้เพียงบางเรื่องบางด้านเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ เช่น คนที่เกลียดกันก็จะหาข้อมูลแต่ในด้านลบของคนคนนั้น หรือบางทีก็ตีความหรืออธิบายไปตามสิ่งที่ตนเองอยากเห็นหรืออยากให้เป็น
สำหรับการศึกษาหรือวิเคราะห์การเมือง ประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดก็คือประวัติศาสตร์ของ “ผู้ปกครอง” ในฐานะที่เป็นผู้แสดงหลัก หรือเป็น “พระเอกนางเอก” ในทางการเมือง แต่ก็จะต้องไม่มองข้ามประวัติศาสตร์ของราษฎรหรือประชาชนผู้ใต้ปกครองนั้นด้วย โดยเฉพาะในยุคของการเมืองแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมในปัจจุบัน อย่างที่ปราชญ์การเมืองอังกฤษกล่าวไว้ว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร นักการเมืองก็เป็นอย่างนั้น” พูดง่ายๆ ได้ว่า การศึกษาการเมืองก็คือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองนั่นเอง
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็น “พหูสูต” ที่คนทั้งหลายเข้าใจว่าหมายถึง “ผู้รอบรู้” หรือรู้ไปหมด แต่ที่จริงนั้นหมายถึง “ผู้ฟังมาก” (พหุ = มาก สุตะ = ฟัง) คือฟังเพื่อรับรู้ข้อมูลต่างๆ ให้มากที่สุด ซึ่งท่านก็เป็นเช่นนั้นเพราะท่านต้องฟังผู้คนที่ไปมาหาสู่วันหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก จึงได้ข้อมูลต่างๆ อย่างมหาศาล เพียงแต่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่จะต้องแยกแยะข้อมูลอันมหาศาลนั้นให้ดี หรือไม่ก็ต้องมีผู้ช่วยให้คำปรึกษาหารือหรือคอยแยกแยะข้อมูลเหล่านั้นให้อีกที ด้วยเหตุนี้ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สามารถวิเคราะห์คาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ทางการเมืองได้ค่อนข้างแม่นยำ เหตุหนึ่งก็คือความเป็นพหูสูตหรือฟังมากนี่เอง
ในทางส่วนตัว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะมีความสามารถมากในการซักถามเรื่องราวต่างๆ ของผู้คน ใครที่ลองได้คุยกับท่านแล้วจะถูกล้วงความลับอย่างไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น ท่านอยากทราบว่าเรามีพื้นเพความเป็นมาอย่างไร แทนที่จะถามว่าพ่อแม่เราเป็นใคร ท่านก็จะชวนคุยเรื่องอาหารการกิน แล้วค่อยๆ อ้อมมาถึงเรื่องพื้นเพถิ่นกำเนิด เช่น บอกว่าปลาร้านี่มีกินไปทั่วประเทศ บ้านของเราเอาปลาร้าไปทำอะไร ในที่สุดก็จะพูดคุยเรื่องอาชีพของพ่อแม่พี่น้อง กระทั่งไปจบที่นิสัยใจคอ หรือบางทีก็ยกเรื่องของคนโน้นคนนี้มาเล่า แล้วถามเราว่าคนโน้นคนนี้เป็นอย่างไร ซึ่งเราก็จะเปิดเผยนิสัยใจคอของเราโดยไม่รู้ตัวโดยการวิจารณ์คนอื่นให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ฟัง
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ บอกว่า ถ้าอยากจะรู้การเมืองไทยก็ต้องรู้ให้ลึกๆ ถึง “โคตรเหง้าศักราช” ของคนที่เป็นนักการเมือง วิธีการถ้าไม่คลุกคลีหรืออยู่ในวงการของคนเหล่านี้ ก็ต้องฟังเอาจากคนที่เขารู้จักคนเหล่านี้ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ดูจะอุดมสมบูรณ์ไปทั้งสองทาง อย่างไรก็ตาม ในการฟังคนอื่นที่เขาให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมือง เท่าที่ผู้เขียนสังเกตท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะฟังอย่างตั้งใจมาก คือให้คนที่กำลังเล่านั้นระบายออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าในระหว่างนั้นท่านก็คงแยกแยะไปพร้อมๆ กันด้วยว่า จะเชื่อไอ้สิ่งที่คนคนนั้นระบายออกมาได้มากน้อยแค่ไหน
สรุปว่าถ้าอยากเป็นนักอนาคตศาสตร์ หนึ่ง ต้องฟังหรือหาข้อมูลให้มากๆ สอง ต้องรู้จักแยกแยะหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้น สาม ต้องมุ่งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าอยากให้อนาคตเป็นอย่างไร ก็ต้องทำปัจจุบันให้เป็นไปเช่นนั้น สุดท้ายต้องใช้อดีตเป็นบทเรียนแก่ปัจจุบันนั้นด้วย
ใครที่รักคุณทักษิณ ช่วยส่งบทความนี้ให้แกอ่านด้วย







