
ไม่อคติ ไม่ถามชี้นำ
เป็นเรื่องฮือฮาทุกสัปดาห์ สำหรับผลสำรวจของสำนักโพลที่ออกมาสร้างความประหลาดใจกับคอข่าวอยู่เสมอ
เป็นเรื่องฮือฮาทุกสัปดาห์ สำหรับผลสำรวจของสำนักโพลที่ออกมาสร้างความประหลาดใจกับคอข่าวอยู่เสมอ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ที่สำรวจคนในแวดวงเอกชน เพิ่งระบุออกมาว่า สุดยอดซีอีโอ ในแวดวงนายกรัฐมนตรี ต่างยกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึง 32.8% ขณะที่แวดวงข้าราชการ ยกให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก 43.5%
หรือผลสำรวจของเอแบคโพลล์ก่อนหน้านี้หลายครั้ง เช่น ประชาชนกว่า 75% มองว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกช่อง 11 เป็นเรื่องความต้องการเอาชนะทางการเมือง และ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีสิทธิเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ มากกว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน ล้วนทำให้เกิดความเคลือบแคลงชวนสงสัยว่า เอแบคโพลล์อยู่ข้างไหน และเป็น “โพลรับจ้าง” อย่างที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่
โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เพื่อสอบถามถึงจุดยืน การทำหน้าที่ และข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสถานะของเอแบคโพลล์ ว่าเป็นโพลรับใช้นักการเมืองหรือไม่ แน่นอนว่า เมื่อได้ยินคำถามเหล่านี้ เจ้าสำนักเอแบคโพลล์ตอบทันทีว่า ชินแล้วกับคำถามเหล่านี้ เพราะส่วนใหญ่จะติดตามแต่พาดหัวข่าวผ่านรายการวิทยุ ทีวี และหนังสือพิมพ์ ที่หยิบยกเนื้อหาเพียงบางส่วนไปเล่า แต่ทุกคนที่คลางแคลงใจสามารถโทรศัพท์เข้ามาสอบถามที่เอแบคโพลล์ได้ และส่วนใหญ่ก็มีปฏิกิริยาที่พอใจ ภายหลังได้อ่านผลสำรวจฉบับเต็ม
“ผมเข้าใจว่า เราน่าจะเป็นโพลแห่งเดียวที่ประกาศออกมาว่าเราจะเป็นนักวิชาการ นักวิจัย ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และจะไม่รับสินจ้างใดๆ จากการเมือง ผมยืนยันได้ว่าจะไม่เห็นชื่อผมไปเป็นที่ปรึกษาคนนู้นคนนี้ หรือมีตำแหน่งทางการเมือง เพราะถ้าเราหนักแน่นมั่นคง และยึดมั่นในระเบียบวิธีวิจัย ก็จะได้รับความเชื่อถือ เรายึดไว้เสมอว่าหลักคุณธรรมเสื่อมช้ากว่าอำนาจนักการเมือง ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่เรื่อย ถ้าเราเลือกอยู่กับการเมืองเมื่อใด ความน่าเชื่อถือก็หายไปทันที”
เคยรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเครื่องมือถูกนำไปใช้ในการแบ่งข้างไหม? นพดลยิ้มพลางตอบว่า เรื่องนี้มองได้หลายด้าน แต่ถ้าว่ากันด้วยหลักปรัชญาของมนุษย์ ทันทีที่มนุษย์แต่ละคนได้แสดงอะไรออกมา มันมีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องตกเป็นเครื่องมือของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายบางอย่างของคนอื่น หรือแม้แต่ตัวเอง ถ้าไม่งั้นเราก็ต้องนั่งเป็นอิฐเป็นปูนไป เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต อย่าว่าแต่สิ่งมีชีวิต บางทีสิ่งที่ไม่มีชีวิตยังตกเป็นเครื่องมือให้คนเอาไปใช้ได้ (หัวเราะ)
“ถามว่าเราจะมีหลักการอย่างไรเพื่อลดทอนการเป็นเครื่องมือของฝ่ายอื่น ประการแรก นักทำโพลต้องยึดมั่นและทำตามในระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นสากล ประการที่สอง เราต้องประกาศไปให้ชัดว่าเราจะไม่ตกเป็นเครื่องมือ และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางการเมือง จะเป็นนักวิชาการจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่รับตำแหน่งของฝ่ายการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ตรงนี้ต้องพูดไปให้ชัด เพราะไม่ว่าคนอื่นจะดึงไปใช้อย่างไร แต่เราต้องยึดมั่นในหลักการก่อนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางการเมือง”
“...แล้วอยากเห็นสำนักโพลอื่นออกมาพูดแบบนี้ด้วยว่าข้าพเจ้าจะเป็นนักวิชาการ เป็นนักวิจัยจนกว่าชีวิตจะหาไม่ จะไม่ไปรับอามิสสินจ้างใดๆ จากฝ่ายการเมืองทั้งสิ้น”
นพดล เล่าต่อถึงความสำคัญของการทำโพลในประเด็นการเมืองว่า สิ่งที่เสนอผ่านสื่อตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะช่องทางใดก็แล้วแต่ เกือบ 100% มักจะเปิดพื้นที่ชนชั้นนำอย่างนักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจ และนักวิเคราะห์ข่าวได้พูดทั้งนั้น ซึ่งหากลองดูเบื้องหลัง จะพบว่าส่วนใหญ่ต่างมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง เมื่อพื้นที่ข่าวทั้งหมดเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม นักวิจัยจึงตั้งวัตถุประสงค์แรกเลยว่าน่าจะมีการให้พื้นที่ข่าวสำหรับคนทุกชนชั้น ทุกเพศ วัย สาขาอาชีพ ในการส่งเสียง
“โพลเป็นการสำรวจจากคนทุกเพศ วัย สาขาอาชีพ กระจายจากคนที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ 46 ล้านคน ที่มีรายได้ส่วนใหญ่อยู่ที่ 5,000 บาทต่อคน ว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่คนที่เงินเดือน 1 หมื่นบาท หรือหลายๆ หมื่นขึ้นไป เพราะคนตรงนั้นคือยอดสามเหลี่ยมด้านบน ฉะนั้นเราต้องการให้คนที่หลากหลายทางสังคม เศรษฐกิจส่งเสียงมาได้บ้าง เพราะประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย เสียงของคนทุกชนชั้นจึงสำคัญ และโพลทำให้เสียงคนทุกชนชั้นสำคัญขึ้นมา”
ผู้อำนวยการเอแบคโพลล์มั่นใจว่า การทำโพลคือวิธีการให้ความสำคัญกับเสียงเล็กเสียงน้อยมากที่สุด มากกว่าการที่สื่อมวลชนลงพื้นที่สัมภาษณ์ประชาชนด้วยซ้ำ เพราะนักข่าวไม่ได้เอาฐานข้อมูลของคนทั้งประเทศมาสุ่มตัวอย่าง แต่จะเดินไปหาคุณป้า คุณลุง ประชาชนทั่วไปตามสะดวก
การตั้งคำถามสำหรับทำโพลในแต่ละครั้ง นพดลอธิบายว่า เอแบคโพลล์จะยึดหลักระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัดในการหยิบยกคำถามขึ้นมากับสังคมทุกครั้ง โดยตระหนักมากใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1.คำถามจะลดทอนการชี้นำ และอคติที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนได้หรือไม่ 2.จะต้องมีการทดสอบก่อนว่าประเด็นที่ตั้งขึ้น คนที่ถูกถามเข้าใจมากน้อยเพียงใด 3.พยายามไม่ให้คนตอบมีอคติในการตอบ 4.ลดคำถามในเรื่องที่คนตอบ ตอบแล้วทำให้ตัวเองดูดี โดยทุกครั้งจะมีการประชุมทีมวิจัย ก่อนจะออกเป็นแบบสอบถาม และคำถามแต่ละครั้งก็สามารถออกแบบสอบถาม และถามออกไปได้ทันทีหากเป็นประเด็นร้อนรายวัน
“มีบางประเด็นเขาบอกว่าคำถามบางคำถามเหมือนกับฉาบฉวย ลอยๆ มันเป็นคำถามที่ไม่น่าเอามาถาม เราควรพิจารณาตัวเราเองว่าในชีวิตเราบางครั้งก็ตั้งคำถามแบบฉาบฉวยเหมือนกัน กับคนในครอบครัวบางครั้งก็ถามขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่น่าจะถาม ลองพิจารณาดู น่าจะมีน้อยมากในสังคมมนุษย์โดยทั่วไปที่จะมีแต่เหตุและผล แต่เราไม่ละเลยเรื่องเหตุและผลก็ต้องเอามาแลกเปลี่ยนกันในสังคม”
อย่างไรก็ตาม การทำโพลของเอแบคโพลล์ก็เกิดคำถามขึ้นว่าจะถามในบางเรื่องทำไม ถ้ารู้คำตอบอยู่แล้วว่ากลุ่มตัวอย่างคิดอะไร เช่น “รู้หรือไม่ว่านักการเมืองคอร์รัปชัน”
“การทำวิจัยมี 2 ส่วนใหญ่ๆ 1.ยืนยันสิ่งที่รู้อยู่แล้ว และรู้ขนาดด้วย และนั่นคือการทำโพล เพราะถ้ารู้เชิงเนื้อหา แต่ไม่รู้ขนาด ก็อาจทำให้วิจัยคลาดเคลื่อนได้ เช่น รู้อยู่แล้วว่านักการเมืองโกง แต่เราไม่รู้ว่าคนเท่าไร ร้อยละเท่าไร ที่จะตอบแบบนั้น เพราะฉะนั้น การทำโพลจะทำให้รู้ขนาด รู้เชิงปริมาณได้ ไม่ใช่รู้อยู่แล้วว่านักการเมืองโกง แล้วก็ไม่ต้องทำวิจัย การทำสำรวจเชิงปริมาณจะบอกเราเรื่องขนาดได้ด้วย”
ขณะที่การแทรกแซงจากนักการเมืองนั้น นพดล ยอมรับว่า ก็มีติดต่อเข้ามาบ้าง เช่น “น่าจะทำเรื่องนี้นะ” “น่าจะสอบถามเรื่องนี้นะ” แต่เอแบคโพลล์ก็ใช้บรรทัดฐานเดียวกับประชาชนทั่วไปที่โทรเข้ามาสอบถามและแสดงความคิดเห็น พร้อมกับยืนยันจุดเดิมว่า เสียงของนักการเมือง ที่โทรศัพท์เข้ามา ก็ไม่ต่างจากเสียงลุงป้าในต่างจังหวัด
สำหรับงบประมาณของเอแบคโพลล์ นพดล แจกแจงว่า มาจาก 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ 1.มาจากมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่มาจากค่าเทอมนักศึกษา 2.มาจากการทำวิจัยทางการตลาด ให้กับบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง 3.มาจากเงินทุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ หรือธนาคารโลก รวมถึงเงินสนับสนุนจากเครือข่ายวิชาการด้านการทำโพลของเอเชียแปซิฟิก
นพดล ยืนยันว่า เอแบคโพลล์ได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายการทำโพลทั่วโลก และเคยได้รับรางวัลจากงานวิจัย เรื่องความสุขในระดับนานาชาติมาแล้ว
“เราทำโพลเรื่องการเมืองเพื่อให้การเมืองนำเสียงที่เราไปสำรวจไปสู่การเปลี่ยนแปลงแล้วนำมาตอบโจทย์ หากการเมืองมีเป้าหมายเพื่อลดความขัดแย้งในหมู่ประชาชน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนในทุกสังคมต้องมีความขัดแย้ง มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น จึงต้องมีพรรคการเมือง ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง เวลาที่เราทำสำรวจ จึงพยายามส่งข้อมูลให้การเมืองพิจารณาว่าเขาสะท้อนมาอย่างไร จุดประสงค์ของเราคือต้องการให้ฝ่ายการเมืองไม่ได้มุ่งแต่ชนะคะคาน หรือเข้าสู่อำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรับฟังเสียงประชาชน และปรึกษาหารือร่วมกัน เพื่อลดความขัดแย้ง”
นพดล ยังยกตัวอย่างกรณีล่าสุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกช่อง 11 ว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องการเมือง แต่ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องกฎหมาย ซึ่งเอแบคโพลล์ก็ต้องไปศึกษาขนาด ว่าคนโดยส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องใด เพื่อจะได้ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อที่รัฐบาลจะได้ออกมาชี้แจงสังคม ถ้าตราบใดไม่นำไปสู่การเผชิญหน้า ปะทะกันด้วยความรุนแรง เข่นฆ่ากันในสังคม โพลก็จะเป็นเรื่องที่ดี ฉะนั้นนักทำโพลจึงไม่ละเลยต่อความรู้สึกของคนแม้แต่ชิ้นเดียว







