
ปชต.ทางตรงประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ทั้งหมด
รวมทั้งในประเทศไทยของเราด้วย เป็นระบอบประชาธิปไตยตัวแทน กล่าวคือ เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่ได้ทำเอง ไม่ได้ร่วมกันตัดสินใจเอง ไม่ได้ทำการบริหารเอง ฯลฯ หากแต่ทำผ่านตัวแทน คือ บรรดา สส. และ สว. ดำเนินการผ่านพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนที่อ้างว่าทำการแทนประชาชน
รวมทั้งในประเทศไทยของเราด้วย เป็นระบอบประชาธิปไตยตัวแทน กล่าวคือ เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่ได้ทำเอง ไม่ได้ร่วมกันตัดสินใจเอง ไม่ได้ทำการบริหารเอง ฯลฯ หากแต่ทำผ่านตัวแทน คือ บรรดา สส. และ สว. ดำเนินการผ่านพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนที่อ้างว่าทำการแทนประชาชน
อย่างไรก็ดี ระบอบการเมืองที่ปกติ คือ ระบอบประชาธิปไตยตัวแทนนั้น ในหลายๆ กรณีเป็นระบอบที่ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติสุข เนื่องด้วยประเทศมีปัญหาความขัดแย้งกันในทางการเมือง มีการปฏิวัติรัฐประหาร ฯลฯ ฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตยดั้งเดิมในอุดมคติสูงสุดจึงได้อุบัติขึ้น
อาจจะยกเว้นประเทศสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น ที่ระบอบประชาธิปไตยทางตรงนั้น ถือได้เป็นระบอบปกติ คือ เป็นวิถีทางการเมืองปกติของประเทศ ส่วนประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และประเทศไทย กลไกของประชาธิปไตยทางตรงถือได้ว่าเป็นกลไกและระบอบที่ไม่ปกติและวิวัฒนาการขึ้นมาใหม่
กล่าวคือ เป็นระบอบที่สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นกลไก “คู่ขนาน” กับระบอบประชาธิปไตยตัวแทน โดยที่ประเทศสมัยใหม่เหล่านั้นได้ปรับนำเอากลไกของประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งยึดถือหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ฉะนั้นประชาชนจึงควรตัดสินเองในเรื่องที่สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นไปของประเทศชาติบ้านเมือง
กลไกของประชาธิปไตยทางตรงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีอยู่ด้วยกันในหลายลักษณะ โดยเฉพาะการลงประชามติ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแยกบางเขตออกไปตั้งเป็นประเทศใหม่ การรวมประเทศ ฯลฯ
ในประเทศที่ระบอบและกลไกของประชาธิปไตยทางตรงมีความเข้มแข็งอย่างมาก การลงประชามติจะเกี่ยวข้องประเด็นการเพิ่มหรือลดภาษี การแก้ไขกฎหมายที่มีการโต้เถียงกันอย่างมาก ฯลฯ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าประชาชนตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ด้วยตัวเอง มากกว่าจะให้ผู้แทนและพรรคการเมืองตัดสินใจเรื่องดังกล่าวแทนประชาชน
นอกจากการลงประชามติแล้ว กลไกของประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ ได้แก่ การเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน การออกเสียงถอดถอนโดยประชาชน การประชุมสภาเมือง การโหวต หรือออกเสียงของประชาชนผ่านระบบคอมพิวเตอร์
ในกรณีของสังคมการเมืองไทย เรามีการออกเสียงประชามติเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นอุบัติการณ์ในยามที่ประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ในภาวการณ์ที่ไม่เป็นปกติสุข ในครั้งนั้นปรากฏว่า มีการรณรงค์ของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายหนึ่งให้ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ และอีกฝ่ายหนึ่งรณรงค์ให้คว่ำร่าง คือไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ฝ่ายการเมืองในเวลานี้ คิดและเตรียมการที่ให้ประชาชนได้สำแดงพลังทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีความหมายว่า การลงประชามติ รวมทั้งกลไกของระบอบประชาธิปไตยทางตรงอื่นๆ มีแนวโน้มว่าจะมีพัฒนาการที่ต่อเนื่องและเป็นสถาบันการเมือง โดยดำรงอยู่คู่ขนานกับระบอบประชาธิปไตยตัวแทนของประเทศไทย
แน่นอนว่า การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นนี้ จะต้องมีคนออกแบบประเด็นคำถามให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ซึ่งครั้งหนึ่ง คือการออกเสียงประชามติในครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2550 นั้น เกิดขึ้นโดยมีเสียงโจมตีว่า ฝ่ายการเมืองนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมมาก โดยให้ประชาชนมีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้น ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่หากไม่รับก็ไม่รู้ว่าฝ่ายการเมืองในขณะนั้นจะหันไปเลือกเอารัฐธรรมนูญฉบับใดในอดีตมาปัดฝุ่นใช้
ในครั้งนี้ผู้เขียนก็เข้าใจว่า จะดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองจะหาช่องทางที่ตัวเองได้เปรียบมากที่สุด ทั้งในประเด็นของการออกแบบคำถาม การใช้หรือให้เวลารวมทั้งทรัพยากรในการรณรงค์ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ซึ่งในอันที่จริงคือการแก้ไขเพื่อไปจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมไปเสียทั้งฉบับ
ไม่ว่าใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอให้คิดว่า การรณรงค์อย่างเท่าเทียมกัน เป็นไปกฎหมาย และสันติ จะเป็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของประชาชนและของระบอบประชาธิปไตยไทย ซึ่งมาบัดนี้ การใช้อำนาจโดยประชาชนด้วยตัวเองจะมีที่มีทาง และมีความสำคัญไม่ได้ด้อยกว่าการใช้อำนาจของบรรดาตัวแทนและของพรรคการเมืองขึ้นบ้างแล้ว







