
"นิคม"เชื่อทำประชามติแก้รธน.ช่วยลดขัดแย้ง
"นิคม"หนุนทำประชามติแก้รธน.เพื่อลดขัดแย้งชาติ หวั่นมท.จัดเวทีประชาเสวนาเป็นการชี้นำ ย้ำขนคนมาใช้สิทธิไม่ผิดกฎหมาย แต่เชื่อมาน้อย
"นิคม"หนุนทำประชามติแก้รธน.เพื่อลดขัดแย้งชาติ หวั่นมท.จัดเวทีประชาเสวนาเป็นการชี้นำ ย้ำขนคนมาใช้สิทธิไม่ผิดกฎหมาย แต่เชื่อมาน้อย
นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือเป็นวิธีเดียวลดความขัดแย้งได้ ถ้าลงมติวาระ3 จะมีพรรคการเมืองหรือบางกลุ่มบุคคลออกมาคัดค้านและยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 อีก ส่วนที่จะให้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา ดูง่าย แต่ที่จริงมันยาก เพราะถ้าแก้ 1 มาตราพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือ สว.บางกลุ่มไม่เห็นด้วย หากรวมกันมี 180 คน แปรญัตติทุกคน ก็ใช้เวลายาวนานมาก ทางเดินมีแต่ขวากหนามทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม ยอมรับไม่ว่าทางไหนยากหมด แนวทางขัดแย้งน้อยสุด คือ โยนอำนาจคืนให้ประชาชน แม้จะไม่ผ่านการทำประชามติ แต่ก็ทำให้ได้รู้ ทั้งนี้ รัฐบาลมีกลไกและเครื่องมือเยอะ มีสื่อต่างๆ รวมถึงกลไกในพื้นที่ คือ ราชการ และจังหวัด รวมถึงผู้แทนในพื้นที่คิดว่าน่าจะรณรงค์ อาจจะเป็นโอกาสดี ว่าการรณรงค์ครั้งนี้ นอกจากให้ข้อมูลให้ความรู้ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่ามีสาระอะไรบ้าง ที่หลายคนเข้าใจผิด ว่าจะไปล้มอะไร มีจริงหรือไม่ ดีไม่ดี ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่แท้จริงทำให้ความขัดแย้งลดลงได้ด้วย
ส่วนที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำประชามติให้ผ่าน นายนิคม กล่าวว่า ไม่ยาก เพราะปี 2540 ช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการเขตสาทร ก็ช่วยทำในเรื่องของการทำประชามติ ประชาพิจารณ์ที่เขตทำให้ แม้รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ขอร้องประชาชน บอกให้มาลงประชามติให้ผ่านไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง
ส่วนการที่พรรคฝ่ายค้านรณรงค์ให้ประชาชนไม่ออกมาใช้สิทธิ์ ถือเป็นดาบสองคม คือ การรณรงค์ให้ประชาชนไม่ออกมาใช้สิทธิ์ หรือ นอนหลับทับสิทธิ์ ไม่ใช่วิธีของประชาธิปไตย รวมถึงข้อเสนอของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ให้ถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากระเบียบวาระ เพื่อลดความขัดแย้งนั้น หมายความว่าไม่ประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงให้ถอนร่างออกจากระเบียบวาระหรือไม่ มันไม่มีเหตุผล
เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยทำเวทีประชาเสวนา 108 เวที คู่ขนานกับการทำประชามติของรัฐบาล จะเสี่ยงต่อการชี้นำประเด็นแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลหรือไม่ นายนิคม กล่าวว่า เป็นการชี้นำ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องให้ข้อมูลว่าจะทำเรื่องอะไร ให้ข่าวสารประชาชน ถึงให้เวลาทำประชามติถึง 90 – 120 วัน เวลาดังกล่าวต้องทำความเข้าใจกับประชาชน เช่นเดียวกับการทำประชาเสวนา คือให้ความรู้กับประชาชนเพียงแต่ไม่นับรวมการทำประชามติ ที่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาลงประชามติ ทำแบบนี้ก่อนเพื่อทอดเวลา
ถามต่อว่า กรอบการทำประชาเสวนา มีการกำหนดตัวบุคคลที่เข้าร่วม ถือเป็นการล็อคสเปคไว้หรือไม่ นายนิคม กล่าวว่า ไม่หรอก เป็นแค่เฉพาะกลุ่ม แต่จริงๆ แล้ว เฉพาะกลุ่มเป็นวิธีการหนึ่ง แต่ทางที่ดี คือให้ความรู้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยใช้สื่อต่างๆ ทำหนังสือ คู่มือ และให้ความรู้เผยแพร่ พูดจนคนเข้าใจว่าสาระมาตรา 291 ที่แก้ไขมีอะไรบ้าง
ส่วนงบประมาณที่ใช้ทำประชามติ จำนวน 2,000 ล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ หากท้ายสุดแล้วทำประชามติไม่ผ่าน นายนิคม กล่าวว่า งบประมาณที่ใช้นั้น ผ่านหรือไม่นั้น มองว่ามันคุ้มค่า หากเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของคนในชาติ ซึ่งกระทบต่อธุรกิจการลงทุน ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อาจเสียหายนับแสนล้านบาท ดังนั้นการลงทุนเพียง 2,000 ล้านบาทน่าจะคุ้ม
อย่างไรก็ตาม แม้ท้ายสุดประชามติไม่ผ่าน ก็ไม่กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะการทำประชามติ เนื่องจากประชาชนบอกว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลต้องรับผิดชอบแต่ไม่ถึงขั้นจะลาออก แต่อาจเป็นความรับผิดชอบด้านนโยบายแก้รัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณา เช่น เปลี่ยนเป็นการหารือกับที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อหารือว่ามาตราไหนที่จะแก้ไข ซึ่งเป็นมาตราที่เห็นตรงกัน
เมื่อถามว่า ประเด็นที่รัฐบาลกังวลเรื่องคนออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กังวลว่าจะมีการขนคนออกมาใช้สิทธิ์ จนทำให้ผลการทำประชามติไม่เป็นไปโดยอิสระ นายนิคม กล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะกฎหมายประชามติ ไม่เหมือนกับกฎหมายเลือกตั้ง ที่ห้ามให้มีการขนคนออกมาเลือกตั้ง และระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมายประชามติไม่ได้กำหนดความผิดไว้ ถ้าผมเป็นผู้บริหาร เช่น เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมรับผิดชอบแล้วคนมาไม่ถึง 50% ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันนะ คือ อาจใช้อำนาจทางบริหาร มันไม่ผิดหรอก แต่เป็นการบอกศักยภาพตัวเองว่าใช้ความรู้ความสามารถเต็มที่หรือไม่ในการเชิญชวนคนให้ออกมา
การทำประชามติครั้งนี้อาจเป็นการเดิมพันเรื่องของตำแหน่งของฝ่ายปกครอง นายนิคม กล่าวว่า มันเกี่ยวข้องกัน โอกาสที่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ เพราะการออกมาลงคะแนนประชามติ กับการลงคะแนนเลือกสส. และ สว. แตกต่างกัน เพราะเลือก สส. สว. มีแรงจูงใจ มีคน มีหัวคะแนน ไปช่วยกันดึงคนออกมาใช้สิทธิ แต่การทำประชามติ เป็นเรื่องส่วนรวม ประชาชนอาจเห็นว่าแก้ไปก็เท่านั้น ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับตนเอง ดังนั้นแรงจูงใจอาจน้อยลง ดังนั้นโอกาสที่ออกมา อาจไม่ถึงเกณฑ์ แต่การออกมาไม่ถึงส่งผลกระทบ ว่า คุณเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แสดงว่าทำความเข้าใจ โน้มน้าวให้ประชาชนเห็นความสำคัญไม่ได้
“รัฐบาลจำเป็นเหลือเกิน ผลักดันคนออกมาใช้สิทธิ์มากที่สุด เพราะเป็นนโยบาย รวมถึงเป็นประกาศของคณะรัฐมนตรีว่าจะใช้ประชามติในการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นต้องเดินหน้าทุกวิถีทาง ในการให้ความรู้ประชาชน ให้ประชาชนเข้าใจและมาใช้สิทธิ์ ในกฎหมายประชามติไปดูก็ได้ ไม่ได้ระบุไว้” นายนิคม กล่าว
ถามต่อว่า แบบนี้รัฐบาลที่กังวลเรื่องคนออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึงเกณฑ์ก็ยิ้มได้แล้ว นายนิคม กล่าวว่า มันควรจะยิ้มได้ อย่าไปคิดอะไร มันเครียดมาก เครียดมากแล้วตายเอง ปีใหม่แล้วต้องยิ้ม ควรจะยิ้ม ไปกลัวอะไรรัฐบาล ตอนนี้คุมได้หมดแล้ว







