
เข็น 24 ล้านเสียงไม่ถึงยอดเขา
พูดถึงความเป็นไปได้กับความเป็นไปไม่ได้ เพราะดูตัวเลขแล้วผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 48 ล้านคน
พูดถึงความเป็นไปได้กับความเป็นไปไม่ได้ เพราะดูตัวเลขแล้วผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 48 ล้านคน
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
“มีเศษอีก 3 แสนกว่า ต้องได้คะแนน 24 ล้านเศษ แต่เป็นเรื่องยาก ผมเล่นการเมืองปีนี้ปีที่ 30 ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 วิเคราะห์การเมืองบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ผมก็เสียเหลี่ยมตัวเอง การเอาอกเอาใจกันน่ะได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2555
เหมือนจิ้งจกทักยังต้องผงะ แล้วระดับเซียนการเมืองอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม ออกมากล่าวเช่นนี้ย่อมประเมินสถานการณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางประชามติต้องลุ้นเหนื่อยถึงระดับเหนื่อยที่สุด
ถึงขนาดที่ก่อนหน้านี้ พีรพันธุ์ พาลุสุข มือกฎหมายพรรคเพื่อไทย ต้องการปลดล็อกการนับจำนวนเสียงประชามติด้วยการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 165 รวมถึงการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติ
กลายเป็นว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญซ้อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมทำให้ทอดเวลาออกไปมากขึ้นอีก ความเห็นดังกล่าวต้องยุติลงกลางคัน และมีท่าทีจากการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันไม่มีการแก้ไขกฎหมายใดๆ ปล่อยให้เดินไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการประชามติ 2552 มาตรา 9 วรรคแรก
มาตรา 9 วรรคแรก ระบุว่า “การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”
นั่นหมายความว่า ความปรารถนาให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องฝ่าด่านแรก ด้วยการให้ประชาชนออกมาเข้าคูหาให้ได้จำนวนเกินครึ่งหนึ่งของประชาชนผู้มีสิทธิทั่วประเทศเสียก่อน ส่วนการนับคะแนนประชามติเป็นด่านสอง ต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ
ข้อมูล จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย เตรียมเปิดเผยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุเกิน 18 ปีขึ้นไปสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ จะอยู่ในระดับ 46.7 ล้านคน หรือถ้าเป็นตัวเลขกลมๆ แบบคำนวณ “เผื่อมาก” แตะระดับ 47 ล้านคน ครึ่งหนึ่ง 23.5 ล้านคน ปัดเศษขึ้นแบบ ร.ต.อ.เฉลิม เขย่าขวัญ คือ 24 ล้านเสียงนั่นเอง
ถ้าอิงการเลือกตั้งทั่วไปตามประวัติศาสตร์ชาติไทย ประชาชนออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งประเทศทุกครั้ง หรือแม้แต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ดูจากเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อมีผู้ลงคะแนนถึง 35 ล้านคน หรือเกินกึ่งหนึ่ง ทว่าในจำนวน 35 ล้านเสียงต้องคำนึงด้วยว่าเป็นการสนับสนุนพรรคเพื่อไทย 15 ล้านเสียง และพรรคร่วมรัฐบาลอีก 2 ล้านเสียง หรือรวม 17 ล้านเสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีผู้สนับสนุน 11 ล้านเสียง พรรคเล็กพรรคน้อยรวมกันอีก 2 ล้านเสียง ไม่นับบัตรเสีย โนโหวตอะไรต่อมิอะไรต่างๆ
นำหลักนี้ไปเทียบเคียงบัญญัติไตรยางค์ทางการเมืองในจังหวะที่ประชาธิปัตย์แสดงท่าทีไม่สนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมทำให้เสียงของผู้เตรียมออกมาลงประชามติหายไป 11 ล้านเสียง ขณะที่รัฐบาลมีเสียงตุนไว้ 17 ล้านเสียง ต้องหาอีก 7 ล้านเสียง รวมให้ได้ 24 ล้านเสียงเป็นอย่างน้อย
คำถามว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะปั๊มคะแนนให้ได้ 24 ล้านเสียงด้วยวิธีการใดอย่างไร
มองผ่านการหารือในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. แสดงความห่วงกังวลต่อจำนวนผู้ออกมาลงประชามติ ถึงกับกล่าวพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์กำลังรณรงค์ไม่ให้มาออกมาลงประชามติ ทำให้ต้องมีการตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอัชฌาพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อุดมไปด้วยมือกฎหมาย
ย่อมแสดงให้เห็นว่ากำลังมีการหาช่องทางกฎหมายทุกวิถีทาง หนึ่งในนั้นคือการกำหนดมาตรการใดมาตรการหนึ่งให้ตระหนักถึงการใช้สิทธิออกมาลงประชามติ ถ้าไม่ออกมาจะเสียสิทธิอื่นตามมา แต่นาทีนี้จะมีช่องทางกฎหมายใดเอื้อให้ทำได้ไม่เป็นที่ชัดเจน เพราะไม่เหมือนกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง แม้แต่ กกต.ยังไม่กล้าฟันธงกรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมารณรงค์ไม่ให้ประชาชนไปลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนใดคนหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ มาตรการทางกฎหมายในลักษณะ “เขียนเสือให้วัวกลัว” อาจไม่ได้ผลเท่าไรนัก
จริงอยู่รัฐบาลได้เปรียบในการใช้กลไกอำนาจรัฐทุกระบบ ถ้ากล่าวกันตามประสาชาวบ้านต้องกะเกณฑ์ระดมคนครั้งใหญ่มโหฬารออกมาลงประชามติให้ได้เกินครึ่งของผู้มีสิทธิ ผ่านหน่วยงานปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เอื้ออำนวยความสะดวกเยาวชน คนแก่ชรา แต่อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่การไปลงคะแนนเลือกตั้ง ย่อมทำให้การเคลื่อนไหวหาคะแนนด้วยวิธีบนดินและใต้ดินแตกต่างกัน
การทุ่มรณรงค์ชนิดสุดตัวหนีไม่พ้นกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลักของงานนี้ แต่ที่ผ่านมาดำเนินการผ่านการจัดเวทีสานเสวนา ซึ่งไม่ใช่แค่การสร้างความปรองดอง แต่มีการสอดแทรกเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลางคำถามมีผู้ให้ความสนใจผ่านร้อยแปดเวทีไปมากน้อยขนาดไหน เพราะยังไม่มีการประเมินออกมาอย่างเป็นทางการ ยิ่งไม่เปิดเผยโปร่งใสก็เป็นจุดที่ถูกโจมตีต่อทิศทางประชามติในอนาคต
ประกอบกับการวางปฏิทินคาดว่าจะมีการลงประชามติประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค. 2556 หรืออีก 4 เดือนนับจากนี้ ถือเป็นระยะเวลาสั้นต่อการทำให้ประชาชนเข้าใจความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สอดคล้องผลโพลหลายสถาบัน ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะจะทำให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง หรือโพลก่อนหน้านี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ ไม่นับรวมการกำหนดหัวข้อประชามติที่เริ่มมีการกล่าวถึงการสร้างหัวข้อในลักษณะมัดมือชก เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยการยกร่างของ ส.ส.ร. ขณะที่อีกความเห็นให้เจาะจงแก้ไขรายมาตรา ตรงนี้ไม่อาจตกผลึก ยิ่งยากต่อการโน้มน้าวผู้คนออกมาลงประชามติมากๆ
ผสมโรงกับแรงหนุนทางมวลชนคนเสื้อแดงถือเป็นฐานกำลังหลัก แม้มีความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อาการล่าสุดไม่สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลให้มีการลงประชามติต้องการให้เดินหน้าโหวตวาระ 3 ไปเลย อีกทั้งการออกไปเคลื่อนไหวผ่านแกนนำด้วยการปลุกระดมเน้นปราศรัยแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน เป็นจุดอ่อนสำคัญ เพราะทิศทางรัฐบาลพยายามกลบประเด็นการช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการชูโรง เน้นน้ำหนักการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง
เมื่อสภาพภายในไม่สามารถปรับจูนเครื่องตรงกัน อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลโจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอื้อคนใดคนหนึ่ง ทำให้รัฐบาลตกอยู่ในสถานการณ์ตามแก้โจทย์คนเสื้อแดงและเผชิญหน้าฝ่ายไม่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นทุนเดิม บั่นทอนเป้าหมายเติมเสียงให้เกินกึ่งหนึ่งแน่นอน
อีกทางหนึ่งของการหวังผล 24 ล้านเสียง เป็นที่รับรู้ในทางการเมือง ฟากรัฐบาลต้องสร้างนโยบายให้เป็นที่พึงพอใจประชาชน ความสำเร็จพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลล้วนมาจากกำหนดนโยบายประชานิยมหาเสียง แต่ทันทีที่นโยบายทั้งหลายจัดให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว รถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ฯลฯ เป็นที่ได้รับความนิยม แต่อีกด้านหนึ่งกำลังเป็นปัญหาต่อภาระงบประมาณ หากไม่สามารถอุดรูรั่ว ย่อมทำให้ความนิยมหดหาย มีผลสะเทือนไปถึงความพยายามดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านการลงประชามติเช่นกัน
รากเลือดเข็น 24 ล้านเสียงขึ้นยอดเขา จึงต้องระดมสรรพกำลัง กำหนดจังหวะก้าวอย่างระมัดระวัง
พลั้งพลาดสะดุดจุดเล็กจุดน้อย บอกได้คำเดียว “ช้อยเก็บฉาก”







