
เปิดม่าน ละครโรงเล็กแต่ไม่เล็กอย่างที่คิด
เชื่อว่าหลายๆ คนในสังคมเมือง ท้องถิ่น ชนบท ทุกครัวเรือนจะต้องมีนิสัยติดละคร
เชื่อว่าหลายๆ คนในสังคมเมือง ท้องถิ่น ชนบท ทุกครัวเรือนจะต้องมีนิสัยติดละคร ไม่ว่าจะละครเย็น ละครหลังข่าว และสิ่งที่เป็นผลอย่างมากคือการติดในพฤติกรรมของตัวละครที่แสดงบทบาทออกมา
โดยเฉพาะหากเป็นบทที่รุนแรง ท้าทาย มีการปะทะกันด้วยวาจาที่เชือดเฉือน เหมือนอย่างเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีข่าวว่าเด็กได้เลียนแบบวิธีการฆ่าตัวตายของตัวละคร หรือผู้ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านรายการต่างๆ ออกมา และแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งละคร เกมโชว์ ภาพยนตร์และอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดการเลียนแบบ แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะดู
เด็กน้อยผู้น่าสงสารกับแม่หมีใจเพชรเป็นชื่อเรื่องของละครเวทีซึ่งมีเนื้อหาว่า มีก้อนกระดาษทิชชูได้ตกไปที่โลกของสัตว์น้อยผู้น่ารัก จนเกิดการตามหาว่าสาเหตุของเจ้ากระดาษทิชชูนี้มาจากที่ใด จนพบว่าเป็นกระดาษทิชชูเช็ดน้ำตาของเด็กน้อยบนโลกมนุษย์ที่มีความทุกข์ ความเศร้า เสียใจ ขาดความรัก และการเอาใจใส่ดูแล บนโลกของสัตว์จึงได้ค้นหาสัตว์ผู้มีความพร้อมที่จะลงไปช่วยเด็กที่น่าสงสารคนนั้น จนมาพบแม่หมีที่มีหัวใจรัก อ่อนโยน พร้อมลงมาช่วยเหลือ จึงเป็นบทสรุปของละครที่เด็กๆ สื่อสารออกมาจากประสบการณ์ชีวิต ด้วยมุมมองชีวิตของเด็กที่สะท้อนความต้องการเพื่อบอกกับผู้ใหญ่ในสิ่งที่เขาต้องการ“บ้านที่อบอุ่น ความรัก ความเข้าใจ การให้อภัยและให้โอกาส”ผ่านนักแสดงตัวน้อยบนเวทีกว่า30ชีวิต ที่มาจากมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กซึ่งเป็นศูนย์ที่ให้การดูแลเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือถูกปล่อยปละละเลยทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแลและที่ดูโหดร้ายมากกับเด็กคือ ถูกคนในครอบครัวตนเองเป็นผู้กระทำ
ละครบำบัดเป็นหนึ่งในโครงการของมูลนิธิฯ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี2543ถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งของกระบวนการบำบัดฟื้นฟูสภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ของเด็ก ซึ่งผลที่ได้จากละครบำบัดพบว่าเด็กส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งทางด้านสภาพจิตใจมากขึ้น ความเครียดและภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการถูกละเมิดลดลง เพราะเด็กทุกคนมีส่วนร่วมทุกกระบวนการของการเล่นละคร ตั้งแต่การเสนอชื่อเรื่อง ร้อยเรียงเรื่องราว ฉาก แสง สี เสียง โดยการนำเด็กทั้ง30คน ให้มาอยู่ร่วมกันทำให้เกิดความไว้วางใจ เกิดความปลอดภัย เกิดการยอมรับความคิดเห็นของกันและกัน กระบวนการของละครบำบัดจะเตรียมสภาวะจิตใจของเด็กให้พร้อมก่อน เด็กเริ่มมองว่าตัวเองมีคุณค่า สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น กล้าที่จะพูดเปิดเผยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแล เพื่อเก็บข้อมูลไปกำหนดแนวทางการบำบัดฟื้นฟูระยะยาวให้กับเด็กแต่ละคน เพราะมูลนิธิฯ จะต้องทำให้เด็กกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่สามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวของตนเองได้ เนื่องจากคนในครอบครัวของเด็กเองเป็นผู้ทำร้ายเด็ก ดังนั้น มูลนิธิฯ ก็ต้องหาบ้านทดแทนให้กับเด็กเหล่านี้
พญ.ปริชวัน จันทร์ศิริ หรือหมอแอนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ละครกับการบำบัดฟื้นฟูมีประโยชน์และมีความสำคัญ เพราะละครเป็นเครื่องมือที่ดีและเหมาะสมกับเด็ก เด็กสามารถแสดงออกตามจินตนาการกึ่งการเล่น และละครก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องจริง จึงทำให้เด็กเกิดความสุข พร้อมที่จะเปิดตัวเอง
“การเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ นำละครมาเป็นเครื่องมือเด็กก็จะถ่ายทอดบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะไม่จำเป็นต้องจริง แต่มีนัยยะของความรู้สึก ความจริง ความหมายบางอย่างที่อยู่ในใจของเด็กได้ มีจุดคลี่คลายทำให้เกิดคำตอบของสมองซีกขวา สิ่งที่เกิดขึ้นเด็กสามารถใช้ความสามารถเท่าที่เด็กมี เด็กเขาสามารถคลี่คลายในห้วงเวลาสั้นๆ ผ่านกระบวนการที่เด็กสามารถประมวลได้ตัวเอง แต่ความสำคัญเราสามารถตั้งความหวังมีคำตอบที่ทำให้สมองซีกซ้ายมีความสุขได้อีกครั้ง เด็กก็รู้สึกว่ามีความรู้สึกที่เด็กอยู่ได้ ไม่เลวร้ายเท่าไร และคุณสมบัติพิเศษของละครคือ ไม่ได้ทำงานคนเดียว เล่นกันหลายๆ คน ไม่ได้เรียนรู้ผ่านตัวเองอย่างเดียว ได้แสดงออก มีเพื่อนๆ เกิดการผสมผสาน เห็นความแตกต่าง สามารถจะเก็บเกี่ยวเข้ามา สร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในรูปแบบที่ปลอดภัยในเวลาที่เล่นละคร เรียนรู้ในการที่จะอยู่กับคนอื่นๆ ได้”หมอแอนบอก
ด้านนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ หรือลุงเขียวผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า เด็กที่มาแสดงละคร ในวันนี้ มีความทุกข์ เสียใจ เศร้าใจ มีปัญหาจากประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ดี ทำให้ไม่ได้คิดถึงเรื่องอนาคต คิดแต่เรื่องอดีตฝังใจที่ผ่านมา ดังนั้น การแสดงละคร เป็นเหมือนเป้าหมายในชีวิต เป็นการมองอนาคตของเขา รอคอยอยากให้ถึงวันนี้เร็วๆ กระตือรือร้น ตื่นเต้นที่จะแสดง เพื่อจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ เป็นเรื่องที่จะนำไปสู่ประเด็นสำคัญที่สุด คือ เด็กๆ เริ่มเรียนรู้ว่าเขาเป็นเจ้าของชีวิตของเขาเอง ความทุกข์ ความสุข เขาสามารถจะกำหนดเองได้ เพราะในขณะที่เขาแสดงละครเขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเขาต้องไปสวมบทบาทของตัวละครที่มีความทุกข์ ความสุข ร่าเริง คนที่มีความเงียบขรึมต่างๆ เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ในชีวิตจริงของเขาว่าตัวเขาสามารถที่จะควบคุมตนเองให้ไปในทางที่ดี สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์กับตนเองแทนที่จะไปจมกับอดีต นี่คือเป้าหมายที่สำคัญ ส่วนคนที่เข้ามาดูละครที่เด็กแสดง ก็เป็นการช่วยเหลือทำให้เด็กเห็นคุณค่า เห็นความสามารถ เพราะเด็กเหล่านี้มีเวลาจำกัดในการฝึกตนเอง ข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร แต่เชื่อว่าเด็กเล่นได้ดี เพราะเป็นบทที่สร้างสรรค์เกิดประโยชน์มากกว่าละครน้ำเน่าที่เราดูๆ กันอยู่จึงอยากให้กำลังใจ ชื่นชมการแสดงของเด็กๆ เหล่านี้
น้องใบเตยเล่าว่า เล่นละครเวทีเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นมากตอนที่ผ้าม่านเปิด เพื่อเริ่มการแสดง แต่พอเล่นไปแล้วเกิดความรู้สึกปลื้มใจที่ทำให้คนดูมีความสุข หนูก็ดีใจ ส่วนน้องนิวก็บอกเล่าด้วยความดีใจด้วยว่า หนูอยากขอบคุณคนดูที่เสียสละเวลาในวันหยุด เสียค่าเดินทางมานั่งดูพวกหนูแสดง หนูตื่นเต้น ประทับใจและปลื้มใจมาก วันนี้หนูไม่เห็นคนดูเลย เห็นแต่นางฟ้า กับเทพบุตร ที่มานั่งดู
เสียงปรบมือดังยาวและนานทั่วหอประชุม เป็นสัญลักษณ์ที่อยากสื่อถึงกำลังใจให้กับน้องๆ นักแสดงตัวน้อยบนเวที ซึ่งทำการแสดงจบลงแล้ว แต่เราเห็นรอยยิ้มและในตาเปล่งประกายความสุขของเด็กๆ ยังคงอยู่ต้องขอบคุณสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส. บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต และผู้ให้การสนับสนุนรายอื่นๆ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ให้พื้นที่ ให้โอกาสสนับสนุนเด็กๆ ได้มาแสดงละครเวทีในครั้งนี้ เพราะบนเวทีไม่ได้มีนักแสดงที่เป็นดารามีชื่อเสียง ไม่ได้รับการโปรโมท ประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง แต่ตรงข้ามกันนักแสดงตัวน้อยๆ เหล่านี้กลับเป็นคนที่ถูกกระทำ ถูกละเลยจากสังคม เขาเป็นผ้าขาวที่เปื้อนแล้ว จากความใจร้ายของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในครอบครัวของเด็กเอง สิ่งที่ได้รับชมกลายเป็นภาพสะท้อน ที่มันช่างใส สะอาด และบริสุทธิ์มากเหลือเกิน เด็กๆ ที่แสดงไม่ได้แสดงเก่งขนาดฝีมือระดับดารา หลายคนยังอาย จำบทผิด แต่เราไม่ได้เห็นความผิดพลาดเหล่านั้นเลย แต่สิ่งที่ได้เห็นมันลึกกว่านั้นมาก และเสียดายว่าเมื่อหันไปมองรอบๆ หอประชุมมีคนดูประมาณ200คน น้อยนิดถ้าจะเทียบกับประชากร หรือครัวเรือนทั้งประเทศที่มีเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ ที่พลาดโอกาสได้ชมการแสดงที่มีคุณค่าและสะท้อนความคิดของเด็กเหล่านี้
จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีสถานีโทรทัศน์ วิทยุ สื่อโซเชียลต่างๆ รวมถึงผู้จัดละคร ผู้ผลิตรายการ ให้การสนับสนุน มอบโอกาสขยายพื้นที่ให้กับเด็กกลุ่มนี้ เราจะได้มีละครน้ำดี เพื่อสร้างสรรค์สังคม เป็นต้นแบบของการปฏิบัติดีช่วยลดและแก้ไขปัญหาสังคมที่เป็นอยู่นี้ได้มากขึ้นร่วมสร้างสังคมเอื้ออาทร สำหรับเด็ก ผู้สนใจสามารถสนับสนุนงบประมาณ บริจาคสิ่งของ ติดต่อได้ที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทร.0-2412-1196,0-2412-0739หรือhttp://www.thaichildrights.org/หรือ Email: [email protected]







