
เงินมืดท่วมเอเชียไทยไล่หลังมาเลย์
ไทยรั้งอันดับ 13 ประเทศเงินผิดกฎหายออกมากที่สุด 1.99 ล้านล้านบาทในช่วง 10 ปี ด้านจีนครองอันดับ 1
ไทยรั้งอันดับ 13 ประเทศเงินผิดกฎหายออกมากที่สุด 1.99 ล้านล้านบาทในช่วง 10 ปี ด้านจีนครองอันดับ 1
โกลบอล ไฟแนนเชียล อินเทกริตี (จีเอฟไอ) ซึ่งเป็นกลุ่มที่รณรงค์เรียกร้องความโปร่งใสด้านการเงินทั่วโลกในสหรัฐ เปิดเผยผลการจัดอันดับประเทศที่ประสบปัญหาการไหลเข้าออกของเงินผิดกฎหมายมากที่สุดในโลกระหว่างปี 2543– 2553 ผลปรากฏว่า ไทยรั้งอันดับที่ 13 จากทั้งหมด 143 ประเทศ ขณะที่จีนครองอันดับ 1
ผลการศึกษาพบว่า ในช่วง ระหว่างปี 2543 – 2553 เงินมืด ซึ่งมาจากการทุจริต อาชญากรรม และการหลีกเลี่ยงภาษี ไหลออกจากไทย 6.426 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.99 ล้านล้านบาท) สูงสุดเป็นอันดับ 13 ของโลก และที่ 4 ในอาเซียนตามหลังมาเลเซีย ซึ่งรั้งที่ 3 ฟิลิปปินส์ ซึ่งรั้งอันดับ 6 และอินโดนีเซียในอันดับที่ 9
ในส่วนของจีน ซึ่งครองอันดับ 1 นั้น พบว่า มีเงินมืดไหลออกประเทศสูงถึง 2.74 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 84 ล้านล้านบาท) ส่วนในอันดับสุดท้ายตกเป็นของประเทศเซเนกัล
‘เงินมืดกำลังไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาและไหลเข้าธนาคารในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งประเทศที่ปลอดภาษี’ รายงานระบุ
นอกจากนี้ ยังเตือนว่า ปัญหาดังกล่าวกำลังบั่นทอนเศรษฐกิจอย่างหนักเนื่องจากฉุดการเติบโตของประเทศ และอำนวยประโยชน์ให้กับกลุ่มนักการเมืองที่มีอำนาจ
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา พบว่า จำนวนเงินผิดกฎหมายที่ไหลออกประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น 13.3% ส่งผลให้จีเอฟไอต้องเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกหันมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบี ริชาร์ด เอลลิส ประเทศไทย กล่าวว่า ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นนักลงทุนว่า กรุงเทพฯ ติดอันดับที่ 6 เมืองหลวงน่าลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีความน่าสนใจหลายประการด้วยกัน
ทั้งนี้ หากพิจารณาในด้านราคา อสังหาริมทรัพย์ในไทยยังมีราคาไม่แพงมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่แห่งอื่นๆ ทั่วโลก ในขณะที่มีระดับคุณภาพใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ แนวโน้มราคายังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาในด้านทำเลที่ตั้ง ไทยอยู่ในชัยภูมิที่ดีที่เปรียบเหมือนเป็นประตูสู่กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่มีทั้งศักยภาพในการเติบโตในช่วง 3 – 4 ปีข้างหน้านี้ และมีความพร้อมในหลายด้าน ซึ่งสามารถเอื้อให้เกิดประโยชน์ต่อการลงทุนได้
ความคิดเห็นดังกล่าว รวมถึงรายงานของไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส สอคดล้องกับนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี ที่ระบุว่า ในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยและอินโดนีเซีย มีความน่าสนใจในการลงทุนมากที่สุด
สำหรับประเทศไทย มีความน่าสนใจ เพราะไทยเป็นศูนย์กลางของประเทศเพื่อนบ้าน โดยหากนักลงทุนต่างชาติต้องการเข้าไปลงทุนในพม่า หรือเวียดนาม จะเลือกไทยเป็นศูนย์กลาง เพราะสะดวกในการอยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภคที่ดีกว่า มีความพร้อมในทุกด้านมากกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไทย จะถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคนี้
ทางด้านนางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ โจนส์ แลง ลาซาลล์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากการทำวิจัยของโจนส์ แลงฯ ร่วมกับ ลาซาลล์ อินเวสต์เม้นท์ แมเนจเม้นท์ สามารถอธิบายผลการสำรวจของไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์สได้เช่นกันว่า ดัชนีความโปร่งใสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมีผลดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น และจัดอยู่ในอันดับที่ 39 ของตลากอสังหาริมทรัพย์ 97 แห่งทั่วโลก
ทั้งนี้ ดัชนีความโปร่งใสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่ปรับตัวดีขึ้น มาจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 60 บริษัทในปี 2553 เป็น 63 บริษัทในปัจจุบัน และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพิ่มจำนวนขึ้นจาก 26 กองเป็น 38 กองในช่วงเดียวกัน ซึ่งทั้งบริษัทและกองทุนที่จดทะเบียนในตลาดจะถูกควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ มีส่วนช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย







