
ลงทุนโครงการน้ำชี้ชะตาเศรษฐกิจปี56
โดย...จตุพล สันตะกิจ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
กฎหมายกู้เงินที่ใช้เวลาโหมโรง ยาวนานที่สุดฉบับหนึ่ง สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2555
เพราะในห้วงเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา พบว่าการเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำก้อนมหึมา หลังผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 พบว่า “มีการเบิกจ่ายไม่ถึง 1%”
โดย ณ วันที่ 2 พ.ย.2555 มีการอนุมัติจัดสรรงบเงินกู้ลงทุนระบบน้ำ โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบทั้งสิ้น 21,341 ล้านบาท แต่มีเบิกจ่ายเพียง 2,911.2 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่กระทรวงการคลังรับหน้าเสื่อกู้เงินมาตุนในกระเป๋าแล้วในวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท
และแน่นอนว่าจากนี้ไปภาระกู้เงินของกระทรวงการคลังต้องสู่โหมด “กู้แหลก” เพราะกรอบระยะเวลาพ.ร.ก.กู้เงินฯ กำหนดให้การกู้เงินต้องแล้วเสร็จภายในเดือนมิ.ย.2556 หรืออีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้านับจากนี้ หากโครงการลงทุนระบบน้ำสามารถเดินหน้าได้ตามตารางงานที่รัฐบาลวางไว้
แต่นั่นเป็นที่มาของคำถามที่ว่า เหตุใดการจัดสรรและการเบิกจ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ จึง “ล่าช้า”
ทั้งๆที่รัฐบาลย้ำนักย้ำหนาว่ามี “ความจำเป็นเร่งด่วน” ถึงกับที่ต้องออกเสนอเป็น “พ.ร.ก.” หรือเรียกว่าเป็นการตี “เช็คเปล่า” ให้รัฐบาลกู้เงินไปลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำที่จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้านกระทั่งต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความถึงความเร่งด่วน
ขณะเดียวกัน การเบิกจ่ายเงินจากพ.ร.ก.กู้เงินที่ล่าช้าดังกล่าว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต้องปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจปี 2555 ลงเหลือ 5.5% ซึ่งเป็นช่วงต่ำสุดของประมาณการณ์ตัวเลขจีดีพีเมื่อต้นปี 2555 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 5.5-6.5%
“สศช.ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจจากเดิม 5.56.5% เหลือ 5.56% หลังภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากวิกฤติยุโรปและการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันในปีนี้”อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการศช.กล่าวในการแถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2555 เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา
หากย้อนทบทวนความทรงจำกันเล็กน้อย จะพบว่าการใช้จ่ายเงินจากพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ถูกจับตามองจากหลายฝ่าย ทั้งความคุ้มค่าในการลงทุน และการทุจริตคอร์รัปชั่น
หากเงินก้อนโตรั่วไหล 10% หรือ 3.5 หมื่นล้านบาท ก็มากพอจะซื้อที่นั่งในสภาฯได้เกินกึ่งหนึ่งแล้ว
การจัดสรรเงินกู้ก้อนนี้ จึงจำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวัง ผลประโยชน์ต้อง “ลงตัว” ในระดับที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และป้องกันไม่เกิดข้อครหาการทุจริตกันหน้าด้านๆ จนชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั้งรัฐบาล
ทุกย่างก้าวของหัวเรือใหญ่ที่รับผิดชอบโครงการน้ำที่ชื่อ ปลอดประสพ สุรัสวดี ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นรองนายกฯ ควบคู่กับการเป็นประธาน กบอ.และยังสวมหมวกเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย เรียกสั้นๆว่า “ทีโออาร์น้ำ”
จึงเรียกได้ว่าอยู่ใน “อาการเกร็ง”
เนื่องจาก ปลอดประสพ ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจเดี่ยวภายใต้การ “ชี้นำ” ของผู้ทรงอิทธิพลบางคน เหมือนเมื่อ 45 เดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ “การเมือง” เข้ามากุมอำนาจจัดสรรเค้กโครงการลงทุนน้ำแบบเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้ง “เขี่ย” นักวิชาการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) พ้นทางไปทีละคนสองคน
หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ส่ง ชัชชาติ สุทธิพันธุ์ “วิศวกรมืออาชีพ” ที่ปัจจุบันเป็นรมว.คมนาคม เข้ามาแท็กทีมร่วมกับ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการกบอ. ซึ่งนิวัฒน์ธำรงถือได้ว่าเป็นมือเป็นไม้คนสำคัญที่นายกฯยิ่งลักษณ์สั่งให้มา “เกาะติด” โครงการลงทุนระบบน้ำ
ล่าสุดมีการ “ล้วงลูก” โดยตรง เมื่อนายกฯยิ่งลักษณ์สั่งการให้ นิวัฒน์ธำรง ตรวจสอบผลการปลูกกล้าไม้ 20 ล้านกล้าที่ปลูกไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2555 ว่า “เป็นหรือตาย” จำนวนเท่าใดปลูกที่ไหนบ้าง ก่อนที่ กบอ.จะปูพรมปลูกกล้าไม้เนื้ออ่อนและเนื้อแข็งไม้น้อยกว่า 800 ล้านกล้า สร้างฝาย ปลูกหญ้าแฝก ทั่วประเทศภายใต้งบเงินกู้ 1 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้รับเหมาโครงการลงทุนระบบน้ำ 10 แผนงาน กรอบวงเงิน 3 แสนล้านบาท ในพื้นที่ 8 ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และ 17 ลุ่มน้ำอื่นทั่วประเทศ เช่น แผนงานการสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อนขนาดใหญ่ แผนงานกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง 2.1 ล้านไร่ แผนงานพัฒนาคลังข้อมูลและระบบพยากรณ์ เป็นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้คัดเลือกบริษัทหรือกลุ่มบริษัทมีคุณสมบัติร่วมเสนอกรอบแนวคิด (Conceptual Plan) โครงการน้ำทั้งสิ้น 8 กลุ่มบริษัท ขั้นตอนถัดจากนั้น 8 กลุ่มบริษัทเสนอกรอบแนวคิดการลงทุนน้ำ 10 แผนงาน หรือเลือกเฉพาะแผนงานที่กลุ่มบริษัทถนัดก็ได้ และคัดเลือกให้เหลือ 3 กลุ่มบริษัทต่อ 1 แผนงานภายในวันที่ 31 ม.ค. 2555
“แผนงานทั้งหมดหากยังมีแต่แนวคิดเดิมๆ เหมือนที่กรมชลประทานเคยวางแผนก่อนหน้านี้ กบอ.ก็จะไม่เลือกใช้ เพราะจะแก้ไขปัญหาไม่ได้”อภิชาต อนุกูลอำไพ ประธานอนุกรรมการวิชาการและวิเคราะห์โครงการคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยระบุ
เช่นเดียวกับ ชัชชาติ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่ระบุ “ต้องใช้เวลาพอสมควรในการนั่งอ่านข้อเสนอกรอบแนวคิดลงทุนระบบน้ำที่มีเอกสารมากถึง 2 ล้านแผ่น แม้จะเป็นเอกสารที่กบอ.ได้มาโดยไม่เสียตังก์ก็ตาม”
ขณะที่ตารางเวลาได้กำหนดให้ 3 กลุ่มบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกในแต่ละยื่นข้อเสนอราคาและเทคนิคสำหรับการคัดเลือก “ขั้นสุดท้าย” ซึ่งกำหนดปฏิทินไว้ที่วันที่ 15 มี.ค.2556 และเสนอให้ครม.อนุมัติผลการคัดเลือกในวันที่ 16 เม.ย.2556 นั่นหมายความว่าหากไม่มีเอกชนรายใดคัดค้านผลการ “คัดเลือก”
โครงการลงทุนน้ำจะเริ่ม “สตาร์ทเครื่อง” อย่างช้ากลางปี 2556 และกว่าที่จะมีการเบิกจ่ายเงินในการก่อสร้างอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ต้องรออย่างน้อยถึงปี 2557
แต่ทว่าการตัดสินใจคัดเลือกกลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการลงทุนน้ำ ก็ใช่ว่าจะผ่านฉลุยได้โดยง่าย
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดน่าจะอยู่ที่ตัว ปลอดประสพ ที่ลั่นวาจาเมื่อวันที่ 22 ส.ค. โดยให้สัญญาประชาคมว่า จะลาออกจากการเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำฯ หลังมีการคัดเลือกบริษัทที่มีคุณสมบัติยื่นกรอบแนวคิดลงทุนระบบน้ำแล้ว
“จากนี้ขอให้ถือเป็นสัญญาประชาคมจากผมว่าจะขอลาออกจากจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ เพื่อจะได้ไม่เข้าไปมีส่วนได้เสียกับการให้คะแนนบริษัทเอกชน ผมถูกด่ามามากเกินไปแล้ว ผมจะคอยตรวจสอบความถูกต้องตามนโยบาย และลงชื่ออนุมัติงบฯ ไม่ให้เกิดข้อครหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน”ปลอดประสพย้ำ
แต่มติครม.วันที่ 2 พ.ย.2555 ได้รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 269/2555 เรื่องมอบหมาย ปลอดประสพ ที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ให้เป็นประธานกบอ. และเป็นประธานการ คณะกรรมการคัดเลือกฯบริษัทเอกชนที่ลงทุนระบบน้ำ ซึ่งเท่ากับทำให้ ปลอดประสพ ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง
ทำให้ชวนคิดได้ว่าการที่ ปลอดประสพ จำต้องอยู่ในตำแหน่งประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ ควบคู่กับตำแหน่งประธานกอบ.ที่มีอำนาจลงนามรายชื่อบริษัทเอกชนผู้ชนะการคัดเลือกลงทุนระบบน้ำให้ครม.อนุมัติ แบบที่เรียกว่า “คัดเลือกเองชงอนุมัติเอง” มาจากสาเหตุใด
แต่นั่นเท่ากับเป็นตอกย้ำภาพที่ว่าการลงทุนระบบน้ำมีกลิ่นทะแม่งๆบางอย่าง
และที่หนักกว่านั้น คือ อาจมีผลให้การเริ่มโครงการลงทุนน้ำฯ ต้องล่าช้ากว่ากำหนดตารางเวลาที่วางไว้ก็ได้ และอาจทำให้การคัดเลือกบริษัทเอกชนที่จะมารับเหมาลงทุนโครงการน้ำต้องทอดเวลาออกไป ซึ่งไม่เป็นการดีต่อรัฐบาลเลย โดยเฉพาะในแง่การขับเคลื่อนลงทุนระบบน้ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ภารกิจลงทุนระบบน้ำงานนี้ถือเป็นพิสูจน์ผลงานของ “ปลอดประสพชัชชาติ” ได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะต้องไม่ลืมว่าในปี 2556 เป็นที่ปีรัฐบาลจะเน้นย้ำการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เพื่อทดแทนการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน ที่วันนี้ก่อปัญหาให้หนี้สินครัวเรือนเร่งตัวในอัตราที่สูงลิ่ว
หากการลงทุนระบบน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีอันต้องชะงักงัน หรือเครื่องน็อกไปดื้อๆ ท่ามกลางสัญญาณการบริโภคที่อ่อนแรงงาน การที่จะเห็นภาพเศรษฐกิจโตสวยหรู คนมีงานทำเพิ่มขึ้น อันเนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ
เหล่านี้อาจเป็นภาพเงาที่ยังเลือนรางก็ได้







