
ทำลายเศรษฐกิจ
8...
ทีมข่าวการเงินเหตุการณ์ระเบิดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเกือบ 30 จุด นับตั้งแต่มีการ
“เป่านกหวีด” ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นแรงสั่นสะเทือนที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับประชาชนไม่มากก็น้อย
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ รายงานลับไปยังหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้จะทยอยเกิดต่อไปจนถึงวันที่ 30 มี.ค.
หลังจากนั้นหากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยังไม่ได้เห็นทางชนะทางแพ้ที่ชัดเจน
“
กระบวนการจะลงไปสู่ใต้ดินและหนักหน่วง”นี่เป็นคำเตือนแบบ
“ขีดเส้นใต้” จากหน่วยข่าวกรองแห่งชาติไม่เพียงเท่านั้น ใน
“ใบเตือน” ยังระบุว่า กระบวนการใต้ดินหลังจากนี้จะเข้าไปสู่ “โหมด” ใหม่นั่นคือ การทำลายจุดสำคัญทางเศรษฐกิจ
การทำลายจุดยุทธศาสตร์ด้านการเงิน การคลัง ตลาดหลักทรัพย์ และธุรกิจของประเทศ
เป้าประสงค์ของคนไม่หวังดีที่อยู่เบื้องหลัง คือ การทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัว
ทำให้รัฐบาลอยู่ในสภาพ
“บริหารได้ แต่ปกครองไม่ได้”นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง เห็นว่า หากเกิดการวินาศกรรมขึ้นในจุดสำคัญทางเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว
ยิ่งรัฐบาลไม่สามารถจับคนผิดได้ว่าเป็นฝีมือของใคร ยิ่งไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล เพราะจะทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น
คนไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย ไม่รู้ว่าจะเกิดบึ้มเมื่อไหร่
ย่านการค้า ตลาดสด ชุมชน ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็จะเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจดีขึ้น
นักท่องเที่ยวก็ไม่กล้าเข้ามาประเทศไทย เพราะกลัวความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคง
นักลงทุนต่างชาติที่เคยซื้อเข้ามารวมกันถึง 34 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือน มี.ค. ก็อาจจะถอยหนี
“
สภาพบริหารได้แต่ปกครองไม่ได้จะเกิดขึ้นทันที รัฐบาลอาจจะอยู่ไม่ได้” นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวด้าน จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ประธานคณะกรรมการ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ผลกระทบต่อสังคมหรือเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ของรัฐบาลเป็นสำคัญ
คือ ถ้ารัฐบาลควบคุมได้ ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายไปเรื่อยๆ ผลกระทบมันก็น่าจะน้อย เพราะประชาชนจะเชื่อมั่นต่อรัฐบาลว่ายังสามารถจัดการได้
จักรมณฑ์ กล่าวอีกว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะสั้นคงเลี่ยงไม่ได้บ้าง เช่น กระทบในด้านการท่องเที่ยว เพราะเหตุระเบิดมันทำให้เกิดบาดเจ็บ ล้มตาย กระทบกับความเชื่อมั่นของคน
ส่วนผลกระทบในระยะยาวนั้นคงคาดการณ์ยาก เพราะขึ้นอยู่กับการควบคุมสถานการณ์ของรัฐ ซึ่งถ้าคุมไม่อยู่ผลกระทบระยะยาวมันยากจะนึกถึง
“
ถ้ารัฐบาลคุมสถานการณ์ได้ เร่งเจาะหา สืบหา คนวางระเบิดให้ได้ ทำให้คนมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สินได้ ก็ไม่น่าจะกระทบกระเทือนมากนัก” จักรมณฑ์ กล่าวสิ่งสำคัญในขณะนี้รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนให้ได้ ให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารงานได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเหตุระเบิดไปเรื่อยๆ จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของคน ยิ่งเหตุวางระเบิดมันสร้างได้ง่าย ถ้ายิ่งเริ่มไม่เลือกสถานที่แล้วยิ่งน่าห่วง
ขณะนี้คนเริ่มกังวลเรื่องความปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สินบ้างแล้ว ดังนั้นรัฐบาลต้องคุมให้ได้ ต้องหาทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนให้ได้ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการตั้งรับส่งคนไปเฝ้าตามสถานที่สำคัญต่างๆ เท่านั้น เพราะการส่งคนไปไม่ได้ช่วยให้ไม่ระเบิด
“
ไม่ใช่การตั้งรับอย่างเดียว ต้องเจาะหาข้อมูลเชิงลึกแล้วจัดการให้ได้ว่าใครวาง แล้วดำเนินคดีไปตามกฎหมาย คนจะได้สบายใจ เพราะถึงรัฐบาลจะสามารถเจราหาทางออกร่วมกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ มีการยุบสภาจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุระเบิดจะจบไปด้วย ฉะนั้นรัฐบาลต้องหาคนผิดมาดำเนินคดีให้ได้ด้วย เป็นไปได้รัฐควรระงับเหตุให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์ หรือให้เร็วที่สุด” จักรมณฑ์ กล่าวประธานธนาคารซีไอเอ็มบยี มองว่า ถึงสถานการณ์จะเริ่มรุนแรงขึ้น มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นประชาชนก็ไม่ควรตื่นตระหนกเกินไป ควรจะชีวิตให้เป็นปกติ
“
ไม่จำเป็นต้องไปกักตุนอาหาร แต่อาจจะระมัดระวังมากขึ้น รับฟังข่าวสารติดตามสถานการณ์บ้าง ควรให้โอกาสรัฐบาลในการจัดการกับปัญหา ควบคุมสถานการณ์ให้ได้ด้วย” นายจักรมณฑ์ระบุขณะที่ความเห็นของประชาชนที่มีการออกไปสำรวจก็พบว่าหวาดกลัวและเกรงว่ารัฐบาลจะเอาวินาศกรรมไม่อยู่
อย่างนักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ เช่น การปาระเบิด เชื่อว่าเป็นมือที่สาม ไม่ใช่ทั้งรัฐบาลและเสื้อแดง เพราะเห็นว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ได้มีความรุนแรง
เกมวินาศกรรมเพื่อทำลายเศรษฐกิจถือมีอานุภาพรุนแรงกว่าที่คิด...
จีดีพีที่ตั้งเป้าว่าจะขยายตัว 45% ในปีนี้ ก็อาจไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
แม้จะอัดงบไทยเข้มแข็งเข้าไปสู่ระบบเท่าไหร่ ก็จะเหมือนน้ำซึมบ่อทราย
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใครทำก็แล้วแต่...
รัฐบาลต้องใส่เกียร์ห้าเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เสียงระเบิดบานปลายมากกว่านี้
เพราะสุดท้ายเสียงที่ถูกทำลายอาจกลายเป็นรัฐบาลเอง!!!







