
ประชามติให้คุ้มค่า
การดำเนินการจัดทำประชามติของรัฐบาลเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า สมควรจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือไม่ เป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันแล้ว เพราะท่ามกลางสถานการณ์ความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงในขณะนี้ หากรัฐบาลดึงดันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จัดทำประชามติเพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อน อาจกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองจนนำไปสู่การเผชิญหน้ากันในสังคมครั้งใหม่
การดำเนินการจัดทำประชามติของรัฐบาลเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า สมควรจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือไม่ เป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันแล้ว เพราะท่ามกลางสถานการณ์ความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงในขณะนี้ หากรัฐบาลดึงดันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จัดทำประชามติเพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อน อาจกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองจนนำไปสู่การเผชิญหน้ากันในสังคมครั้งใหม่
ทั้งนี้ ก็เพราะการออกเสียงประชามติของประชาชนเป็นเครื่องมือที่สำคัญทางการเมือง โดยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 165 ว่า การออกเสียงประชามติก็เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเสียงข้างมากเพื่อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับประเด็นที่มีการจัดทำประชามติ และเมื่อรัฐบาลได้ดำเนินการจัดทำประชามติแล้ว ไม่ว่าผลการจัดทำประชามติจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายในสังคมรวมทั้งรัฐบาลก็ต้องยอมรับและถือว่าผลจากการจัดทำประชามติถือเป็นที่ยุติ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่า ก่อนจะถึงวันออกเสียงประชามติ รัฐบาลจะต้องดำเนินการให้ข้อมูลกับประชาชนให้เพียงพอ โดยให้ทั้งฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกิจการนั้นมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการไม่ยอมรับผลการทำประชามติที่อาจเกิดขึ้นได้ และเพื่อให้การจัดทำประชามติครั้งนั้นๆ ได้ข้อยุติในสังคมอย่างแท้จริง
นอกจากนี้แล้ว เพื่อไม่ให้การจัดทำประชามติซึ่งจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2,000 ล้านบาท หมดไปกับคำถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงประเด็นเดียว รัฐบาลควรจะคิดตรึกตรองการใช้งบประมาณจำนวนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเพิ่มเติมการสำรวจความเห็นในเรื่องอื่นๆ ไปในคราวเดียวกัน เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาทำในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา ด้วยการสอดแทรกคำถามที่เป็นปัญหาของแต่ละพื้นที่หรือแต่ละรัฐเข้าไปในคราวเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดคำถามเพิ่มเติมสำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติใน จ.แพร่ และจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ในลุ่มน้ำยมและได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปีว่า สมควรจะก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นหรือไม่ หรืออย่างที่ จ.เชียงใหม่ ควรจะมีการสอบถามความเห็นของชาวเชียงใหม่ว่า สมควรจะมีการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า ใน จ.เชียงใหม่ หรือไม่ เป็นต้น
ดังนั้น หากรัฐบาลได้มีการคิดและวางแผนในการใช้จ่ายงบประมาณ 2,000 ล้านบาทอย่างคุ้มค่าที่สุด ประชาชนก็จะได้ประโยชน์จากการจัดทำประชามติในครั้งนี้ มากกว่าแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นความต้องการของนักการเมืองมากกว่าความต้องการของประชาชน







