
เราจะจริงจังกับพลังงานทดแทนกันหรือยัง
ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าปี พ.ศ. 2555 นี้ ประเทศของเรากำลังก้าวเข้าสู่ระยะกลางของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนสิบห้าปี ซึ่งมุ่งหน้าไปสู่การผลิตพลังงานทดแทนระดับชุมชนให้เข้มแข็ง ระยะก่อนหน้านี้ภาครัฐใช้มาตรการสนับสนุนทางการเงินส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทน อาทิ เชื้อเพลิงชีวภาพ และก๊าซ NGV เพื่อมุ่งหวังว่าอย่างน้อยในปี พ.ศ. 2565 ประเทศของเราควรจะใช้พลังงานทดแทนรวมกันอย่างน้อย 1 ใน 5 ของการใช้พลังงานรวมทั้งหมด แต่เมื่อนำตัวเลขการใช้พลังงานล่าสุดมาเปรียบเทียบกับตัวเลขเป้าหมายในระยะสั้นแล้วกลับพบว่า ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน พลังงานความร้อนทดแทน รวมถึงปริมาณการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามที่รัฐอ้างว่าสนับสนุน ยังคงต่ำกว่าตัวเลขเป้าหมายอยู่พอสมควร ทำให้ก้าวต่อไปของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนอาจจะไม่ได้ก้าวผ่านไปตามแผนที่ตั้งไว้ก็เป็นได้
ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าปี พ.ศ. 2555 นี้ ประเทศของเรากำลังก้าวเข้าสู่ระยะกลางของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนสิบห้าปี ซึ่งมุ่งหน้าไปสู่การผลิตพลังงานทดแทนระดับชุมชนให้เข้มแข็ง ระยะก่อนหน้านี้ภาครัฐใช้มาตรการสนับสนุนทางการเงินส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทน อาทิ เชื้อเพลิงชีวภาพ และก๊าซ NGV เพื่อมุ่งหวังว่าอย่างน้อยในปี พ.ศ. 2565 ประเทศของเราควรจะใช้พลังงานทดแทนรวมกันอย่างน้อย 1 ใน 5 ของการใช้พลังงานรวมทั้งหมด แต่เมื่อนำตัวเลขการใช้พลังงานล่าสุดมาเปรียบเทียบกับตัวเลขเป้าหมายในระยะสั้นแล้วกลับพบว่า ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน พลังงานความร้อนทดแทน รวมถึงปริมาณการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามที่รัฐอ้างว่าสนับสนุน ยังคงต่ำกว่าตัวเลขเป้าหมายอยู่พอสมควร ทำให้ก้าวต่อไปของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนอาจจะไม่ได้ก้าวผ่านไปตามแผนที่ตั้งไว้ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม บทความวันนี้คงจะไม่สามารถไล่เรียงสถานการณ์พลังงานทดแทนทั้งหมดได้ ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล รวมถึงก๊าซ NGV คงจะเป็นพลังงานทดแทนซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลท่านผู้อ่าน และส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกันดีแล้ว ฉะนั้นผมขอข้ามไปกล่าวถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนแล้วกันนะครับ
โดยที่ไฟฟ้าจัดเป็นพลังงานที่สำคัญของประชากรโลก แตกต่างกับการใช้น้ำมันเป็นพลังงาน ซึ่งน้ำมันถือเป็นพลังงานอันดับต้นที่ใช้กันในปัจจุบัน ในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าพยายามจะเน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่ไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่ 70% มาจากก๊าซธรรมชาติ อีก 15% มาจากถ่านหิน นอกจากนั้นมาจากน้ำและน้ำมัน 6% และ 7% ตามลำดับ ส่วนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนนั้น ภาครัฐวางแผนไว้ว่าเราจะใช้พลังงานทดแทนอย่างน้อย 10% ของการใช้ไฟฟ้า หรือเท่ากับ 3,273 เมกะวัตต์ ในระยะสั้น แต่ในความเป็นจริงการใช้พลังงานทดแทนของไฟฟ้าปีที่แล้ว ซึ่งประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานจากชีวมวล พลังงานจากขยะ และพลังงานจากก๊าซชีวภาพ รวมกันได้เพียงแค่ 2,156 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 7.25% ของการใช้ไฟฟ้า ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายระยะสั้นอยู่พอสมควร
ถึงตอนนี้คงจะเกิดคำถามว่า ถ้าบ้านเราจะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างจริงจังแล้ว ศักยภาพของเราพอไหวหรือไม่ และจะต้องทำยังไงกันต่อไป สำหรับคำถามแรกนั้น กระทรวงพลังงานตอบคำถามคร่าวๆ ในทางทฤษฎีไว้แล้วว่า อันที่จริงศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของบ้านเรานั้น ถึงขั้นไม่ต้องพึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบก็ได้ เราสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างเดียวก็ได้ ถ้าได้รับการสนับสนุนและทำอย่างจริงจัง เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศเราตั้งอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตร สภาพภูมิอากาศร้อนถึงร้อนมากตลอดปี เพียงแค่แสงอาทิตย์อย่างเดียว ถ้าเราสามารถจับมาแปรรูปเป็นไฟฟ้าได้ทั้งหมด ก็ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบอื่นแล้ว แต่ก็เงื่อนไขก็มีอยู่สองข้อ ข้อแรก ปริมาณแสงอาทิตย์บ้านเราจะต้องไม่ลดลงมากนัก ซึ่งข้อนี้ไม่น่ามีปัญหา
แต่ข้อสอง ปัญหาคือต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีราคาแพง เพราะที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์นั้นสูงกว่าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ 45 เท่า ฉะนั้นในภาพแห่งความจริง กระทรวงพลังงานจึงไม่ได้คาดหวังกับแสงอาทิตย์มากนัก จึงกำหนดเป้าหมายระยะสั้นของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพียงแค่ 55 เมกะวัตต์ ในขณะที่ความคาดหวังส่วนใหญ่กลับไปฝากเอาไว้กับการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล ซึ่งถูกกำหนดเป้าหมายไว้สูงถึง 2,800 เมกะวัตต์ ทั้งๆ ที่ศักยภาพของชีวมวลไม่สามารถเทียบเท่ากับศักยภาพของแสงอาทิตย์ได้เลยก็ตาม ปัญหาว่าแล้วในทางปฏิบัติจะเป็นจริงได้อย่างไร
เมื่อพิจารณาตัวเลขล่าสุดกับเป้าหมายแล้ว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานงานทดแทนแต่ละชนิดยังไม่เข้าเป้ามากนัก ความหวังใหญ่อย่างชีวมวลก็ติดขัดทั้งฟางข้าวและชานอ้อย ซึ่งยังไม่สามารถรวบรวมและขนส่งได้อย่างคล่องตัว นอกจากนั้นยังพบเห็นกระแสต่อต้านโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชุมชน ทำให้ภาพรวมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลยังไปไม่ถึง 2,000 เมกะวัตต์ ยิ่งกว่านั้น การขยายตัวของโรงไฟฟ้าชีวมวลคงจะเริ่มลดน้อยถอยลงหลังจากนี้ เนื่องจากศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลถูกใช้ไปประมาณกึ่งหนึ่งแล้ว กล่าวคือ วัตถุดิบที่มีอยู่ถูกจับจองไปแล้วครึ่งหนึ่ง เมื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่ไปแย่งชิงวัตถุดิบกับโรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่มีอยู่ การรวบรวมวัตถุดิบที่เหลืออยู่ตามทำเลที่ตั้งต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่งถูกพับลง ไม่สำเร็จได้ในทางปฏิบัติ ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นๆ อาทิ ลม น้ำ ก๊าซชีวภาพ และขยะ คงจะไม่สามารถคาดหวังอะไรได้มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดของการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง ทำให้ศักยภาพมีอย่างจำกัด เมื่อขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้ขาดโอกาสการพัฒนาศักยภาพของคนและเทคโนโลยีที่จะผลิตไฟฟ้าจากทั้งลม น้ำ ก๊าซชีวภาพ และขยะได้อย่างเต็มศักยภาพ และก็คงจะผลิตไฟฟ้ารวมกันได้ไม่มากกว่าชีวมวลในปัจจุบันมากนัก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาพลังงานของโลกยิ่งนับวันยิ่งรุนแรงขึ้น ความต้องการใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรธรรมชาติทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบก็แพงขึ้นและหายากขึ้น ยิ่งกว่านั้น ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
ฉะนั้น เมื่อหันซ้ายแลขวาอีกครั้งแล้ว ผมคิดว่าทุกคนก็คงจะยกให้แสงอาทิตย์เป็นคำตอบของปัญหาพลังงานบ้านเราในปัจจุบัน เพราะศักยภาพการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือของแสงอาทิตย์สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานได้อย่างดี ในขณะที่พลังงานสะอาดของแสงอาทิตย์ก็สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งทราบว่าในปัจจุบันนับวันที่ราคาของเซลล์แสงอาทิตย์ที่ประเทศจีนผลิตได้ ราคาถูกลงทุกวัน แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายความว่าภาครัฐไม่ได้ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เลยนะครับ
อันที่จริงในทางหลักการแล้วภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กด้วยอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือแอดเดอร์ 6.50 บาทต่อหน่วย เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเข้ามาลงทุน โดยสามารถขายไฟฟ้าต้นทุนสูงด้วยราคาที่มีกำไร ซึ่งหากภาครัฐไม่ใช้มาตรการดังกล่าว การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในปัจจุบันคงจะยังไม่เกิดขึ้น
แม้ว่าในทางทฤษฎี แนวทางดังกล่าวอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากภาครัฐควรจะจ่ายค่าแอดเดอร์ตามที่สังคมได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ กล่าวคือ การใช้ไฟฟ้าหนึ่งหน่วยเท่ากัน การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสูงกว่าจากแสงอาทิตย์หน่วยละ 2.62 บาท เมื่อภาครัฐตกรางวัลให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หน่วยละ 6.50 บาท
ฉะนั้น ค่าแอดเดอร์อย่างน้อย 4.88 บาทต่อหน่วย จึงเข้าข่ายการอุดหนุนเพื่อก่อให้เกิดการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ขึ้น ยิ่งกว่านั้น ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าภาระการอุดหนุนดังกล่าวได้ถูกผลักให้กับผู้บริโภคไฟฟ้าทุกรายผ่านกลไกการจัดเก็บค่าเอฟทีแล้ว ยิ่งปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มากขึ้น พวกเราทั้งผมทั้งท่านผู้อ่านก็จะต้องแบกรับค่าไฟฟ้าสูงขึ้น โดยได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมกลับมาเพียงแค่บางส่วน
อย่างไรก็ตาม เรื่องจริงคือว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพราะประเทศจีนกำลังจะก้าวเข้ามาเป็นประเทศผู้ผลิตเวเฟอร์เซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่ของโลก และด้วยเทคโนโลยี Thin Film ของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่มีชื่อเสียง ทำให้เวเฟอร์ของจีนมีคุณภาพ ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 25% แต่ในราคาที่ตรงกันข้าม ซึ่งในประเทศอเมริกามีการสนับสนุนให้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ติดอยู่ตามหลังคาบ้าน (Solar Roof Top) สูงถึง 3540% ของการใช้พลังงาน Solar ทั้งหมด หมายถึง อีก 6070% เป็นการสนับสนุนให้โรงงานขนาดย่อมต่างๆ ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เรียกว่า Solar Farm
แต่ในประเทศไทย ยังไม่ชัดว่ามีการสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง คงมีสถิติบางหน่วยงานว่าปริมาณการใช้พลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในประเทศไทยเป็น Solar Farm เสีย 99% และเป็นการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารเพียง 1% ทั้งที่การเลือกใช้พลังงานทดแทนอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน จะช่วยลดปัญหาหรืออาจถึงขนาดแก้ปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อมที่กำลังรุมเร้าโลกอยู่ในปัจจุบันได้ ผมคงจะต้องถามเจ้าของเงินอย่างท่านผู้อ่านละครับว่า เราควรจะวางแผนการใช้และพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจังได้หรือยัง เพราะอีกไม่นานเทคโนโลยีไฟฟ้าแสงอาทิตย์จะมีการพัฒนาขึ้นพร้อมกับต้นทุนถูกลงประมาณ 5 เท่า ตามที่ประเทศญี่ปุ่นคาดการณ์
ถึงตอนนั้น ถ้าภาครัฐจะรับซื้อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ด้วยราคาสูงกว่าไฟฟ้าจากวัตถุดิบแหล่งอื่นตามประโยชน์ซึ่งกลับสู่สังคมโดยตรง หรือตามความสะอาดที่สังคมได้รับจากแสงอาทิตย์แทนที่ก๊าซเรือนกระจกจากวัตถุดิบอื่น ผมคิดว่าผู้ผลิตก็น่าจะได้รับกำไรตามปกติได้ และบ้านเราก็คงสามารถเดินหน้าปูพรมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนจากศักยภาพแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป







