posttoday
หนี้นอกระบบคุกคามลูกจ้างโรงงาน

หนี้นอกระบบคุกคามลูกจ้างโรงงาน

18 ธันวาคม 2555

เงินได้ไม่พอจ่ายเสนอรัฐช่วยด่วนปล่อยกู้แลกฝาก

เงินได้ไม่พอจ่ายเสนอรัฐช่วยด่วนปล่อยกู้แลกฝาก

พบลูกจ้างรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท/เดือน เป็นหนี้นอกระบบอื้อ เงินไม่พอใช้แถมต้องส่งเสียครอบครัว ยอมจ่ายดอกโหดเดือนละ 8-10%

ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม จัดเสวนาเรื่อง วิกฤตหนี้นอกระบบ ทางออกของสังคมไทย โดยพบว่านับจากปี 2554-2555 หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น 5.7% มีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 1.68 แสนบาท และมีการเรียกดอกเบี้ยกันสูงถึงวันละ 3% หรือปีละ 1,095 บาท ทำให้คนไม่มีทางออกมากขึ้น

นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาหนี้นอกระบบเปลี่ยนจากปัญหาที่เคยแพร่หลายในชนบทและในภาคเกษตรกรรมมาเป็นปัญหาของผู้ที่มีรายได้ประจำในสังคมเมือง โดยเฉพาะแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

นายณรงค์ กล่าวว่า จากตัวเลขของผู้ที่รับค่าจ้างในรูปแบบเงินเดือนประมาณ 17 ล้านคนในปัจจุบัน มีจำนวน 14 ล้านคน ที่ทำงานกับภาคเอกชน และมีกว่า 89 ล้านคน ที่มีรายได้ประจำเพียงเดือนละ 8,0009,000 บาท รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและเลี้ยงครอบครัว ดังนั้นหากในเดือนใดที่ไม่มีรายได้จากการทำงานล่วงเวลา คนกลุ่มนี้ก็จะต้องกู้เงินนอกระบบ โดยส่วนใหญ่เป็นการกู้จากหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงาน โดยยอมเสียดอกเบี้ยสูงเดือนละ 8-10% หนี้นอกระบบที่คุกคามภาคแรงงานจึงเป็นเรื่องที่น่าห่วง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีหลายรัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในภาคชนบท โดยใช้วิธีให้เงินสินเชื่อผ่านกองทุนต่างๆ เพื่อให้เป็นสินเชื่อภายในชุมชน ทำให้แรงงานภาคเกษตร 8 ล้านคน มีหนี้นอกระบบลดลง แต่ในทางตรงกันข้ามหนี้นอกระบบในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว

“ขณะนี้ต้องเข้าใจว่าหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่เข้ามาคุกคามสังคมเมืองมากขึ้น หากไปแถวโรงงานอุตสาหกรรม เช่น จ. สมุทรปราการ ปราจีนบุรี จะเห็นโฆษณาใบปลิวเรื่องเงินด่วนเป็นจำนวนมาก ขณะที่แรงงานเหล่านี้ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน” นายณรงค์ กล่าว

นักวิชาการผู้นี้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมว่า รัฐบาลควรจะมีการออกพันธบัตรวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสินปล่อยกู้รายย่อยตามความจำเป็นให้กับแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยมีเงื่อนไขว่าคนที่จะกู้จะต้องฝากประจำ 10% ของมูลค่าเงินที่กู้ โดยอาจให้เจ้าของกิจการเป็นผู้หักเงิน ณ ที่จ่ายคืนธนาคารพร้อมเงินฝากประจำ จากนั้นภายใน 3 ปี จะมีเงินทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จากเงินฝากประจำของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเงินทุนจำนวนนั้นจะสามารถนำมาจัดตั้งธนาคารเพื่อแรงงาน ซึ่งเป็นธนาคารที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ใช้แรงงาน โดยไม่เป็นภาระกับเงินงบประมาณ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท