posttoday
ความท้าทายแห่งอนาคตด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน

ความท้าทายแห่งอนาคตด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงาน

18 ธันวาคม 2555

พวกเราเคยสงสัยไหมครับว่า อนาคตของด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงานของโลกจะเป็นอย่างไรในอีก 30-40 ปีข้างหน้า ประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลกและการใช้ชีวิตของพวกเราเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่า จะมีปัจจัยขับเคลื่อนที่มีนัยสำคัญต่อภาพอนาคตของโลกและไทยอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ พลังงาน น้ำ และอาหารครับ ซึ่งผมจะขอสรุปประเด็นสำคัญดังนี้ครับ

พวกเราเคยสงสัยไหมครับว่า อนาคตของด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และพลังงานของโลกจะเป็นอย่างไรในอีก 30-40 ปีข้างหน้า ประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลกและการใช้ชีวิตของพวกเราเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่า จะมีปัจจัยขับเคลื่อนที่มีนัยสำคัญต่อภาพอนาคตของโลกและไทยอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ พลังงาน น้ำ และอาหารครับ ซึ่งผมจะขอสรุปประเด็นสำคัญดังนี้ครับ

(1) ปัจจัยขับเคลื่อนด้านพลังงาน โดยการใช้พลังงานของโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 25 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ NonOECD คาดการณ์ว่าในอีก 25 ปี (พ.ศ. 2578) โครงสร้างการใช้พลังงานโลกจะเปลี่ยนไป โดยคาดว่าการใช้พลังงานของโลกจะอยู่ที่ 7.39 แสนล้านล้านบีทียู เพิ่มขึ้นประมาณ 50% จากปี 2007 โดยส่วนใหญ่ประมาณ 62% ถูกใช้ในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก OECD โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย เนื่องจากมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว จึงทำให้การใช้พลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของโลกใกล้จะหมด

ทั้งนี้ ทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของโลกจะเหลือใช้อีก 40-150 ปี ตามแหล่งเชื้อเพลิงต่างๆ ทั่วโลก โดยน้ำมันดิบเหลือใช้อีก 40 ปี ก๊าซธรรมชาติ เหลือใช้อีก 60 ปี และถ่านหิน เหลือใช้อีก 150 ปี หากใช้ในปริมาณที่เท่ากับปี พ.ศ. 2552 ต่อไปในอนาคต กรณีก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย คาดว่าจะเหลือใช้อีก 25 ปี ข้างหน้า (ประมาณปี พ.ศ. 2575)

ดังนั้น ประเทศไทยจะประสบปัญหาการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตเป็นส่วนใหญ่ โดยกระทรวงพลังงานของไทยคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยจะยังคงขึ้นอยู่กับการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก จึงเป็นไปได้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากต้องนำเข้าและต้องแย่งชิงทรัพยากรพลังงานจากนานาประเทศ

นอกจากนี้ ทั่วโลกจะหันมาใช้พลังงานทดแทนพลังงานหมุนเวียนและลดความเข้มของการใช้พลังงาน โดยที่ทั่วโลกวางแผนใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนแทนการใช้พลังงานหลัก รวมถึงลดความเข้มของการใช้พลังงาน เช่น เดนมาร์ก ปี พ.ศ. 2583 วางเป้าหมายให้ประชาชนใช้พลังงานลมให้ทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2593 สหภาพยุโรปวางแผนจะใช้พลังงานทดแทนทั้งประเทศภายในปี พ.ศ. 2583 กลุ่มผู้นำประเทศเอเปกมีเป้าหมายลด “ความเข้มการใช้พลังงาน” ลง 25% ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) IEA คาดว่าหากทั่วโลกลดการใช้พลังงานหลักและหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจัง จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนถึง 50% ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030)

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้จัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554-2573) โดยลดความเข้มการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศไทยไม่เกิน 12.1 Ktoe ต่อพันล้านบาท GDP ภายในปี พ.ศ. 2573 และภายในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีเป้าหมายผลิตพลังงานทดแทนได้ประมาณ 20%

นอกจากนี้ รัฐบาลอาจจะมีการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2550-2564 (PDP 2007) ซึ่งมีสาระสำคัญให้มีดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ในปี พ.ศ. 2563 และเพิ่มกำลังผลิตอีก 2,000 เมกะวัตต์ ในปี พ.ศ. 2564 แต่ยังมีการถกเถียงกันถึงความปลอดภัย

ไว้ตอนหน้าเรามาดูปัจจัยขับเคลื่อนในด้านน้ำกันต่อนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท