
ยกทัพบุก "ทวาย" ได้แค่ "กระดาษ"
ถึงวันนี้นักลงทุนไทยและทั่วโลกต่างจับจ้องมองไปยังแผนการลงทุนครั้งใหม่ใน “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทวาย” ประเทศเมียนมาร์
ถึงวันนี้นักลงทุนไทยและทั่วโลกต่างจับจ้องมองไปยังแผนการลงทุนครั้งใหม่ใน “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทวาย” ประเทศเมียนมาร์
โดย...จตุพล สันตะกิจ
หลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคน ลงพื้นที่ไซต์งานนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวายเนื้อที่ 2 แสนไร่ พร้อมทั้งหารือกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง แห่งเมียนมาร์และคณะ เมื่อวันวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา
แน่นอนว่า ความสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายไม่ใช่แค่การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนของเอกชนทั่วโลกเท่านั้น
หากแต่เป็นโครงการระดับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเลยทีเดียว
เพราะจะมีท่าเรือน้ำลึกทวายซึ่งรองรับเรือขนาด 1 แสนตัน และจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ มีความสำคัญในฐานะ “ประตูฝั่งตะวันตกของไทย” ซึ่งยกระดับประเทศไทยจากประเทศผู้ผลิตสินค้าควบคู่กับการเป็นประเทศผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางบกในภูมิภาคอาเซียน
ในขณะที่นิคมอุตสาหกรรมทวายมีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของนักลงทุนไทย เช่น อุตสาหกรรมที่ต้องการใช้แรงงานเข้มข้นและใช้วัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในปีหน้าที่การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศจะมีผลบังคับใช้
ไม่เพียงเท่านั้น นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ยังเป็นแหล่งลงทุนอุตสาหกรรมหนักที่ส่งต่อวัตถุดิบต้นน้ำและกลางน้ำเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมระดับ “ไฮเอนด์” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเหล็กต้นน้ำ เหล็กกล้า ปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซ ตลอดจนการสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้บนแผ่นดินไทย เพราะถูกคัดค้านอย่างหนัก
“ไทยมีความตั้งใจและพร้อมสนับสนุนเมียนมาร์เต็มที่ในการพัฒนา ซึ่งการเยี่ยมชมพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและทำให้นักลงทุนไทยเข้าใจโครงการนี้” นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ กล่าวกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง ที่นำส่วนราชการเมียนมาร์และคณะเอกชนไทยลงพื้นที่ทวาย
ทว่ากุญแจความสำเร็จการขับเคลื่อนการลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่มีมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 56 แสนล้านบาท ยังถูก “ทิ้งปม” ที่ทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลเมียนมาร์ และเอกชนเจ้าของสัญญาสัมปทานโครงการทวายคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ “ไอทีดี” ต้องขบคิดและตีโจทย์ให้แตกเพื่อขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จ
นั่นก็คือ การจัดตั้งองค์กรมาขับเคลื่อนโครงการทวาย หรือที่เรียกกันว่า “นิติบุคคลเฉพาะกิจ”
แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยและเมียนมาร์ตกลงร่วมกันตั้งคณะกรรมการ 3 ชุดขับเคลื่อนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ได้แก่ คณะกรรมการร่วมระดับสูงฯ (JHC) คณะกรรมการประสานงานร่วมฯ (JCC) และคณะอนุกรรมการฯ 6 สาขา เช่น โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน พลังงาน กฎระเบียบ การย้ายชุมชน และการเงิน
ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการร่วมฯ 6 สาขา ทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยและเมียนมาร์ กำลังหาข้อสรุปประเด็นต่างๆ เช่น รูปแบบทางการเงินเพื่อการระดมทุน การออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ และเงื่อนไขบางประการที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนจัดทำรายละเอียดเสนอคณะกรรมการระดับสูง หรือ JHC ในเดือน ก.พ. 2556
“มีการประชุมอนุกรรมการร่วมฯ 6 สาขาไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมด และคงต้องหารือกันอีกหลายยก ก่อนเสนอแผนทั้งหมด คณะกรรมการร่วมระดับสูงในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน ท่าเรือ จะเริ่มได้ตามกำหนดเดือน เม.ย. 2556” ประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม กล่าว
ประเสริฐ ยังระบุว่า ประธานาธิบดีเต็งเส่ง แจ้งกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ว่า รัฐบาลเมียนมาร์จะแก้ไขกฎหมายการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายให้มีเงื่อนไขที่จูงใจให้นักลงทุนมาลงทุนมากขึ้น โดยจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเมียนมาร์อย่างช้าปลายเดือน ม.ค.ปีหน้า เพราะรัฐบาลเมียนมาร์ต้องการเห็นโครงการนี้เกิดโดยเร็ว
ข้อสรุปบนแผ่นกระดาษทั้ง “แผนงาน-แผนเงิน” ที่ชัดเจน และโครงการมีความเป็นไปได้ 90100% แต่หากขาดองค์กรขับเคลื่อนโครงการ ก็ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ไม่มี “คนขับ”
“ผมเสนอว่าเราควรตั้งเอสพีวีมาถือสัญญาทวาย และมีอิตาเลียนไทยร่วมถือหุ้นร่วมกับรัฐวิสาหกิจไทย รัฐบาลพม่า นักลงทุนหรือผู้ลงทุนประเทศอื่นๆ เมื่อทุกฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน โครงการทวายก็จะเกิดขึ้นโดยเร็ว แต่หากไม่มีองค์กรขับเคลื่อนโครงการ ก็จะเดินหน้าได้ช้า ซึ่งพม่าไม่น่าจะพอใจนัก” ที่ปรึกษานายกฯ ระบุ
การตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจมาลงทุนในโครงการทวายเป็นรูปแบบที่นักลงทุนทั่วโลกคุ้นเคย และนอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนแล้ว ยังมีผลให้การระดมเงินทุนมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการเป็นไปได้สูง ขณะที่ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าบริษัท อิตาเลียนไทย มีเงินหรือไม่ และจะระดมเงินที่ไหนมาลงทุน
ในขณะที่ฝ่ายบริษัท อิตาเลียนไทย ซึ่งถือสัญญาสัมปทานทวายกับการท่าเรือแห่งเมียนมาร์ ก็ยอมเปิดทางให้รัฐวิสาหกิจไทยและนักลงทุนทั่วโลกถือหุ้นอยู่ในบริษัท ทวาย ดีเวลอปเม้นท์ (DDC) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของอิตาเลียนไทย ที่เสมือนกับถือสัญญาสัมปทานฉบับนี้อยู่เช่นกัน
“เราต้องการให้โครงการเกิด ส่วนโมเดลเป็นอย่างไรต้องร่วมกันคิด ซึ่งเราไม่ขัดข้อง หากรัฐวิสาหกิจไทย เอกชน รัฐบาลต่างๆ จะมาถือหุ้น DDC และถือสัญญาร่วมกับบริษัท อิตาเลียนไทย เราถือหลักว่ายิ่งมากยิ่งดี ขณะที่อิตาเลียนไทย ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่ก็ได้” สมเจตน์ ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท DDC กล่าว
หลากประเด็นเหล่านี้ทำให้รัฐบาลไทยต้องมองภาพใหญ่การลงทุน แทนที่จะโยนเป็นธุรกิจเอกชนเท่านั้น
เช่นที่ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JCC) ระบุก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลมีหน้าที่เข้าไปสนับสนุนเอกชนและการลงทุนต่างๆ เป็นเรื่องธุรกิจ
ทว่าการเยือนทวายวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา นิวัฒน์ธำรง เปลี่ยนท่าทีการขับเคลื่อนโครงการทวาย โดยเห็นพ้องว่าอาจจำเป็นที่ต้องมี “องค์กร” หรือ “คอนซอร์เตียม” ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการลงทุน เพราะโครงการพัฒนาทวายเบื้องต้นต้องใช้เงิน 23 แสนล้านบาท เพราะบริษัทเอกชนรายเดียวคงไม่มีความสามารถเพียงพอ
“การตั้งคอนซอร์เตียม หรือเอสพีวี ที่มีรัฐวิสาหกิจไทย เอกชนทั้งในและต่างประเทศ บริษัท อิตาเลียนไทย และรัฐบาลเมียนมาร์ถือหุ้นในคอนซอร์เตียมนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งที่เราคิดไว้ว่าจะให้องค์กรนี้ขับเคลื่อนการลงทุนทวาย นอกจากทางเลือกอื่นๆ เราคิดไว้ 2-3 ทาง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องคุยกันอีก แต่น่าจะได้ข้อสรุปเดือน มี.ค.ปีหน้า” นิวัฒน์ธำรง กล่าว
นิวัฒน์ธำรง ย้ำว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมาโดยตลอด เพราะมองว่าโครงการนี้เป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับประเทศไทยและนักลงทุนไทยจะได้ไปทำมาค้าขาย ไม่เช่นนั้นสัญญาที่บริษัท อิตาเลียนไทย ได้มาคงไม่มีแล้ว
สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยคลำมาถูกทาง
ส่วนการบ้านที่ต้องทำต่อให้เสร็จ คือ เร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่ขนาดโครงการที่ใหญ่โต ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ทั้งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย คงต้องลุ้นกัน “ช็อตต่อช็อต” ว่าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้หรือไม่
เพราะยังมีขวากหนามรออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ทั้งการลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในนิคมอุตสาหกรรม การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก การสร้างโรงไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และการย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องทั้งมิติการเงิน สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
เช่นเดียวกับการลงทุนตัดถนนหรือสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมนิคมฯ และเมืองเศรษฐกิจของเมียนมาร์ เช่น ย่างกุ้ง เมืองท่าอื่นๆ ในเมียนมาร์ และตัดถนนและสร้างรถไฟความเร็วสูงข้ามเทือกเขาตะนาวศรี เข้ามาบรรจบชายแดนไทยพม่า ที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี เป็นโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน
ไม่เช่นนั้น แม้จะสร้างนิคมฯ และท่าเรือน้ำลึกทวายสำเร็จ ก็ไม่ต่างกับการสร้าง “นิคมฯ ปล่อยเกาะ”
แน่นอนว่า การได้เห็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ควงคู่กับประธานาธิบดีเต็งเส่ง ลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เสมือนการสร้างภาพตอกย้ำความมั่นใจให้นักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง
แต่การเดินทางไปในครั้งนี้มีแต่เพียงลมปาก จนอาจจะเรียกได้ว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไปเยือนทวายรอบนี้ยังคงกลับมา “มือเปล่า” ก็ว่าได้
เพราะไร้รูปธรรมในการพัฒนาร่วมกันที่ชัดเจน







