
ธุรกิจค้าปลีกไทย ปี 2556
โดย...ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล
โดย...ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์
ธุรกิจค้าปลีกเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไป และแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ และธุรกิจค้าปลีกมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เห็นได้จากสัดส่วนของภาคการค้าปลีกในปี 2550 มีมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14.15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่วนปี 2554 ภาคการค้าปลีกมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12.85% ของจีดีพี
ในปี 2556 คาดว่าจะเป็นปีที่ดีของธุรกิจค้าปลีกทั่วไป เพราะจีดีพีปีหน้ามีตัวเลขที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ต้นปี 2556 ก็จะใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ 300 บาททั่วประเทศ ก็จะช่วยทำให้ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ การสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด เช่น 35 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นกลางขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง ที่อยู่อาศัยขยายตัวจากกลางเมืองสู่ชานเมืองมากขึ้น ทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น รับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น
ดังนั้น ผู้บริโภคจึงต้องการการบริการที่สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งผู้บริโภคมีการศึกษามากขึ้น ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สนใจเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ธุรกิจค้าปลีกต้องปรับตัวให้ทัน
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในด้านความต้องการซื้อสินค้า ร้านค้าดั้งเดิมต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันเน้นความสะดวกรวดเร็วและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต คาดว่าสินค้าประเภทอาหารจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ค้าควรเน้นที่ความหลากหลายของประเภทและรสชาติอาหาร
นอกจากนี้ หากมองไปที่ตลาดอาเซียน ลู่ทางของสินค้าประเภทอาหารก็เติบโตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอาหารฮาลาล
ฉะนั้น ร้านค้าปลีกที่จะอยู่รอดควรปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะการมุ่งสู่การเป็น “วัน สต็อป เซอร์วิส” แวะที่เดียวได้ครบทุกอย่าง ทั้งอาหาร เบเกอรี และเครื่องดื่ม มีเคาน์เตอร์เซอร์วิส รับชำระค่าบริการต่างๆ มีบุ๊คสไมล์ จำหน่ายหนังสือดีมีคุณภาพ มีเอ็กซ์ตราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น
แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าจะทำการค้าปลีกในส่วนที่ตอบสนองภาคส่วนใด เช่น หากทำธุรกิจค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับตลาดท่องเที่ยวก็สามารถเติบโตได้เร็ว และต้องพิจารณาถึงพื้นที่ในการทำธุรกิจค้าปลีก เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน ต่างมีความต้องการที่แตกต่างกัน
ดังนั้น ต้องนึกถึงปัจจัยต่างๆ ประกอบกันด้วย
ด้านธุรกิจค้าปลีกในอาเซียนนั้น เวียดนามมีอัตราการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก 11.89% อินโดนีเซียมีจำนวนขยายตัวใกล้เคียงกัน มาเลเซียติดลบด้านการขยายตัว ส่วนฟิลิปปินส์มีอัตราการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกถึง 38% เป็นต้น
ดังนั้น อาเซียนจึงเป็นตลาดที่กว้าง อย่างไรก็ตาม ตลาดแต่ละประเทศมีข้อกำหนดแตกต่างกันไป เช่น การถือหุ้นของต่างชาติ การถือครองที่ดิน มาตรการด้านภาษี ฯลฯ ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนเข้าไปลงทุน
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาจุดแข็งและจุดอ่อนของไทยก่อนเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกในอาเซียน ซึ่งจุดแข็งของไทยคือผู้ประกอบการมีความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจ รวมถึงการที่คนไทยมีความสามารถในการให้บริการ ส่วนจุดอ่อนอยู่ที่เงินทุนต่ำ รวมถึงอุปสรรคด้านภาษา







