
ประชามติ รธน. เกมยาวไม่ง่าย
“ประชามติ” กลายเป็นทางออกสุดท้ายของรัฐบาลที่จำใจต้องงัดมาใช้สยบแรงต้าน
“ประชามติ” กลายเป็นทางออกสุดท้ายของรัฐบาลที่จำใจต้องงัดมาใช้สยบแรงต้าน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ฝ่าเสียงค้าน เบิกทาง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” แม้จะทำให้ภารกิจสำคัญต้องทอดเวลาออกไปนานหลายเดือนในขั้นตอนการดำเนินการ แถมยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถดันไปถึงจุดหมายปลายทางได้หรือไม่
แต่ทว่าไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อ “อุปสรรค” สำคัญเวลานี้ผูกติดอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า
“เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 291”
จนทำให้รัฐบาลไม่อาจดึงดันลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะสุ่มเสี่ยงให้สิ่งที่ทำมาทุกอย่างทั้งหมดต้องพังพาบลงไปหากมีการยื่นตีความ ที่สำคัญยังอาจถูกขยายผลต่อไปถึงการยื่นถอดถอน
จากท่าทีเตรียมลุยก่อนหน้านี้ ผ่านคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี “โภคิน พลกุล” เป็นประธาน ซึ่งมีมติสั่งลุยโหวตวาระ 3 และทำประชามติภายหลังก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างโดย ส.ส.ร.
สุดท้ายจำใจต้องเปลี่ยนท่าที “กลับลำ” มาทำประชามติก่อนเดินหน้าลุยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลตามแถลงการณ์พรรคร่วมรัฐบาลว่า เพื่อลดความขัดแย้งและให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าสมควรจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมหรือไม่ ป้องกันมิให้เกิดข้อโต้แย้งคัดค้านเพื่อให้สังคมไทยมีทางออกอย่างละมุนละม่อม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งต่อไป ดังนั้น ไม่ว่าผลของประชามติออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายต้องถือเป็นข้อยุติ
พร้อมสกัดปัญหาล่วงหน้าด้วยการยืนยันว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ร. เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีการแก้ไขในเรื่องรูปแบบของรัฐ รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์
เวลานี้ “รัฐบาลเพื่อไทย” เตรียมนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ พร้อมวางกำหนดการคร่าวๆ ไว้ว่า เมื่อ ครม. มีมติจะแจ้งไปยังรัฐสภา หลังจากให้ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ และดำเนินการส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็จะสามารถทำประชามติได้ในช่วงราววันที่ 12 มี.ค.12 เม.ย. 2556 ตามกรอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่ระบุจะต้องทำภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน นับจากวันที่ประกาศให้มีการออกเสียงในราชกิจจานุเบกษา
นั่นเป็นเพราะรัฐบาลมั่นใจว่าตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ มาตรา 9 ซึ่งระบุว่าการออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
พิจารณาเงื่อนไขแรก จากจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งประเทศจำนวน 46 ล้านคน ต้องมีผู้มาใช้สิทธิเบื้องต้นเกิน 23 ล้านคน ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะหากเทียบเคียงจากการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 5 ก.ค. 2554 จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46 ล้านคน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35 ล้านคน
เงื่อนไขที่สอง ต้องมีจำนวนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง นั่นหมายความว่าขั้นต่ำถ้ามีผู้มาออกเสียง 23 ล้านคน จะต้องใช้เสียงเกิน 11.5 ล้านเสียง ถึงจะเดินหน้าดันแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้
ปัญหาเวลานี้ หากเทียบเคียงจาก 35 ล้านเสียง การจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งนั้น ต้องใช้เสียงถึง 17.5 ล้านเสียง ถึงจะไปสู่เป้าหมายและหากเทียบเคียงแบบหยาบๆ เลือกตั้งครั้งนั้นมีเสียงที่เลือกพรรค “เพื่อไทย” มีเพียงแค่ 15.7 ล้านเสียงเท่านั้น ในขณะที่เสียงเลือก “ประชาธิปัตย์” 11.4 ล้านเสียง
ยิ่งตัวแปรสำคัญอย่างการรณรงค์ “โหวตโน” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ที่ว่ากันว่าเป็นการตัดคะแนนของประชาธิปัตย์ โดยเป็นบัตรเสีย 2 ล้านคะแนน และ “โหวตโน” 1.4 ล้านคะแนน ย่อมมีผลต่อการทำประชามติเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีหลายฝ่ายที่เคลือบแคลงในเนื้อหาสาระว่าจะไปแก้ในประเด็นใดบ้าง เพราะหากเป็นไปตามแนวทางคำถามที่จะระบุว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเปิดให้ ส.ส.ร.เข้ามายกร่างแก้ไขหรือไม่นั้น ย่อมไม่อาจมีหลักประกันได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หรือจะเป็นเพียงแค่การล้างผิดให้ใครบางคนเท่านั้น
ประชามติครั้งนี้จึงยังมีความเสี่ยงสำหรับรัฐบาลเพื่อไทย ที่ต้องการเสียงประชาชนไปเป็นใบเบิกทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถึงขั้นมีกระแสข่าวความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ เพื่อปรับเปลี่ยนคะแนนการลงประชามติให้เอื้อต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้น แต่สุดท้ายแกนนำในรัฐบาลก็ออกมายืนยันปฏิเสธว่าไม่มีความคิดในเรื่องดังกล่าว
แต่ส่วนหนึ่งที่ “เพื่อไทย” ยังมั่นใจกับการลงประชามติในรอบนี้ เพราะหากเทียบเคียงกับผลการเลือกตั้งรอบที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ “ประชาธิปัตย์” ยังเรืองอำนาจ ได้เปรียบเรื่องกลไก เครื่องไม้เครื่องมือ เสียงที่ออกมา “เพื่อไทย” ยังได้ถึง 15.7 ล้านเสียง ดังนั้น ในวันที่อำนาจอยู่ในมือ “เพื่อไทย” การจะรณรงค์เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย 17.5 ล้านเสียง จึงอาจไม่ใช่เรื่องยาก
ควบคู่ไปกับการจัดเวทีสานเสวนาตามที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมลงพื้นที่หาทางออกประเทศไทยตามรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
พรรคเพื่อไทยเตรียมนัดประชุม สส. และสมาชิกพรรค วันที่ 25 ธ.ค.นี้ เพื่อให้ไปรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนทุกพื้นที่ และร่วมรณรงค์ให้ประชาชนออกเสียงลงประชามติ ที่ถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ “เพื่อไทย”
แต่อีกด้านหนึ่งทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกจดหมายเปิดผนึกถึงคนไทยทั้งประเทศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ร่วมกันคว่ำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนักโทษ ก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำพาประเทศเดินไปข้างหน้า
“การยุติความล้มเหลวทางการเมืองโดยประชาชน เป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ประเทศของเราก้าวข้ามอุปสรรคที่ขวางทางบ้านเมืองมานานหลายปีไม่ให้เดินไปข้างหน้า นั่นคือความต้องการอยู่เหนือกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ด้วยการร่วมกันล้มประชามติที่นายกฯ ผู้เป็นน้องสาวกำลังจะทำเพื่อรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หวังลบมาตรา 309 เพื่อล้มคดีทั้งหลายของพี่ชายนักโทษ”
สัญญาณเดินหน้าคัดค้านจากประชาธิปัตย์ครั้งนี้ จะเป็นการออกตัวอย่างเป็นทางการที่จะนำมาสู่กระบวนการเดินสายชี้แจง ความไม่ชอบมาพากลของการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว ไม่ว่าจะด้วยการรณรงค์ให้ไม่ไปลงมติเพื่อไม่ให้ได้เสียงเกินเกณฑ์ 23 ล้านเสียง หรือลงมติแต่ไม่เห็นด้วย หรือโหวตโน เพื่อให้คะแนนเห็นด้วยไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้ที่มาลงคะแนนทั้งหมด
ช่วงเวลานับจากนี้จนถึงวันหย่อนบัตรทำประชามติ จึงน่าจะได้เห็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด







