
พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตตโก (3)
ลักษณะนิสัยดีเด่นของท่านอาจารย์เกิ่งอีกประการหนึ่งในการพัฒนาคนที่สมควรนำมาเล่าไว้
ลักษณะนิสัยดีเด่นของท่านอาจารย์เกิ่งอีกประการหนึ่งในการพัฒนาคนที่สมควรนำมาเล่าไว้ คือ นิสัยประหยัด นิสัยประหยัดที่ท่านประพฤติเอง และสอนคนอื่นให้ประพฤติปฏิบัติไม่ใช่นิสัยหนืดเหนียวประเภทมีของไม่ยอมใช้ของนั้นๆ เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นเลยเก็บไว้จนเก่าเก็บ ชำรุดหรือเสื่อมคุณภาพ แต่ท่านจะสอนให้รู้จักใช้ของโดยประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย เช่น ท่านได้แจกน้ำมันก๊าดแก่ภิกษุสามเณรและเด็กวัดใช้จุดให้แสงสว่างอ่านหนังสือ ในเวลากลางคืนใส่ตะเกียงรั้วบ้าง ตะเกียงลานบ้าง ตะเกียงทำด้วยกระป๋องนมเปล่า มีไส้เป็นด้ายหรือเศษผ้าสบงและจีวรเก่า เป็นต้นบ้าง กลางคืนดึกประมาณ45 ทุ่ม ท่านจะเดินตรวจเป็นครั้งคราว ดูว่าผู้ใดนอนหลับแล้วจุดตะเกียงทิ้งไว้บ้าง ท่านจะทำเช่นนี้เสมอ ท่านใช้นกหวีดเป่าเป็นรหัสเฉพาะตัวเรียกสามเณรและเด็กวัดไปหัดเขียนภาษาไทย คัดลายมือ หรือเรียนเลขคณิต ท่านแจกสมุดฝึกหัดให้คนละเล่ม ท่านให้ใช้เขียนทุกแผ่นตั้งแต่แผ่นหน้าปกด้านในที่ว่างของสมุดไปจนถึงหน้าหลังของปกหลัง ดินสอดำและดินสอเขียนกระดานที่ใช้จนสั้น จับเขียนยากแล้วท่านก็ไม่ให้ทิ้งทันที ท่านสอนให้หาไม้ไผ่ลำเล็กๆ ที่มีรูพอดีกับดินสอน มาต่อดินสอให้ด้ามยาวจับเขียนสะดวก ใช้ไปอย่างนั้นจนดินสอหมดไส้ บางครั้งท่านก็ให้ใช้กระดาษแข็งมาหุ้มดินสอที่สั้นแล้วมัดด้วยด้ายเป็นด้ามดินสอ เขียนต่อไปจนดินสอหมด เมื่อผู้เขียนประวัตินี้จบการศึกษาจากสหรัฐและทำราชการเป็นหลักฐานแล้วขึ้นไปบ้านและไปกราบนมัสการท่านที่วัด เห็นท่านกำลังนั่งสอนเด็กและสามเณรให้เขียนภาษาไทย คัดลายมือ และหัดทำเลขคณิตอยู่หลายคน พร้อมกันนั้นท่านก็ปะหนังสือเรียนนักธรรมและบาลี และหนังสือสวดมนต์ที่ขาดและชำรุดพร้อมกันไป โดยตัดกระดาษเปล่ามาปะหนังสือส่วนที่ขาด แล้วท่านก็คัดข้อความที่หายไปลงไว้บนกระดาษที่ปะไว้ให้ตรงบรรทัดของข้อความที่ขาดหายไป ท่านใช้ดินสอก๊อบปี้คัดข้อความนั้นเพื่อไม่ให้ลบเลือนง่าย เมื่อผู้เขียนสังเกตเห็นท่านใช้ดินสอก๊อบปี้ที่ต่อด้วยด้ามไม้ไผ่แล้วก็เงียบไว้ วันรุ่งขึ้นจึงซื้อดินสอก๊อบปี้ไปถวายท่านครึ่งโหลหรือหนึ่งโหล ท่านบ่นว่าถวายมากไป ใช้ไม่ทัน จะเก่าเก็บหรือหายไปได้
ท่านอาจารย์เกิ่งมักเย็บปะสบง จีวร หรือสังฆาฏิ และขอใช้ของท่านเอง ทั้งๆ ที่ท่านอาจใช้วานผู้อื่นได้ การซ่อมแซมบูรณะของเก่าให้คงสภาพใช้สอยได้อีก เช่น ซ่อมเสนาสนะ จอบเสียม มีดพร้า บริขารประจำของภิกษุสามเณร เป็นต้น ท่านถือว่าเป็นการประหยัดอย่างหนึ่ง บางครั้งดูเหมือนว่าท่านจะถือเป็นการฝึกหัดจิตให้มีองค์แห่งปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้ (โพชฌงค์) ในเรื่องหรืองานนั้นๆ ทีเดียว เพราะเห็นท่านชอบแก้นาฬิกา จักรเย็บผ้าตีเหล็กเป็นมีดพร้า เป็นต้น อยู่เสมอ
อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นความประหยัดของท่านก็คือ ของใช้ประจำตัวท่าน ท่านเรียกว่า อัฐบริขาร ท่านจะมีไว้เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ นอกเหนือจากนั้นที่ท่านได้รับถวายมาท่านจะรวมไว้เป็นกองกลางของวัด เพื่อให้ภิกษุสามเณรและศิษย์สามเณรและศิษย์วัดเบิกไปใช้ตามที่จำเป็น
การพัฒนาด้านวัตถุและสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ : ท่านอาจารย์เกิ่งได้คิดริเริ่มและทำการพัฒนาด้านวัตถุและสิ่งที่เป็นสารประโยชน์แก่ชีวิตของชาวชนบท โดยเฉพาะชาวบ้านสามผงและหมู่บ้านใกล้เคียงในบริเวณนั้นนานัปการ ขอหยิบยกมาบอกเล่าบางประการ ดังต่อไปนี้
1.สร้างอ่างเก็บน้ำ : ท่านอาจารย์เกิ่งบอกผู้เขียนถึงสาเหตุที่ท่านสร้างทำนบและอ่างเก็บน้ำหนองขา บ้านสามผง (ผู้เขียนมีจดหมายนมัสการถามท่านเมื่อผู้เขียนศึกษาปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร อยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐ ว่า ท่านท่องเที่ยวไปทั่วในภาคอีสานของประเทศ เห็นว่าความทุกข์ยากของคนและของสัตว์ที่เกิดอย่างกว้างขวางตลอดมาเท่าที่เห็นในชีวิตของท่านนั้น เกิดจากความแห้งแล้ง ขาดน้ำเป็นสำคัญ ในฤดูฝนนั้นความทุกข์ยากของคนและสัตว์ในภาคอีสานในการดำรงชีวิตจะมีน้อย จะลำบากอยู่แต่การเดินทางเท้าติดต่อกันระหว่างหมู่บ้าน ไม่ค่อยสะดวก เพราะน้ำท่วมบ้างเท่านั้น แต่ในฤดูแล้งจะลำบากอดอยาก ดังนั้นท่านจึงคิดและชักชวนบ้านสามผงสร้างทำนบขังน้ำไว้หลายแห่ง ที่สำคัญ คือ สร้างทำนบอ่างเก็บน้ำหนองขา ท่านทำคันดินกว้างประมาณสี่เมตร สูงประมาณเมตรครึ่งถึงสองเมตรในบางแห่ง ยาวประมาณสี่ถึงห้าร้อยเมตร เชื่อมระหว่างเขตบ้านสามผงและเขตบ้านศรีเวินชัย กั้นร่องน้ำหนองขาที่ไหลไปลงแม่น้ำสงคราม ตรงกลางคันดินที่ร่องน้ำไหลผ่าน ท่านทำท่อด้วยท่อนไม้ใหญ่ใส่ไว้ในระดับที่เหมาะสม ใช้ไม้กระดานเปิดปิดได้ เพื่อกักและระบายน้ำตามต้องการ และทำทางน้ำล้นไว้ตรงปลายคันดินด้านเขตบ้านศรีเวินชัย และที่ปลายเนินดินด้านเขตบ้านศรีเวินชัย ได้สร้างศาลามุงไม้กระดานหลังใหญ่ไว้ให้เป็นที่พักคนเดินทาง และชาวบ้านที่ไปทำธุระไร่นาหรือเลี้ยงสัตว์แถบนั้น หนองขาจึงเป็นอ่างเก็บน้ำเต็มอยู่ตลอดปีชาวบ้านได้อาศัยทำนาปรังในที่ดินบริเวณริมหนอง เลี้ยงวัวควาย แม้กระทั่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและที่หากินของประชาชนถิ่นนั้น ทำนบและอ่างเก็บน้ำหนองขานี้ท่านอาจารย์เกิ่งได้พาชาวบ้านสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 24722473 คันทำนบนอกจากใช้กั้นเก็บน้ำแล้ว ยังใช้เป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านได้ตลอดทุกฤดูกาลด้วย ต่อมาทางราชการเห็นความสำคัญของทำนบนี้ จึงได้ให้เงินช่วยเหลือเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงเสมอมา
นอกจากทำนบกั้นน้ำหนองขานั้น ท่านอาจารย์เกิ่งยังได้ออกแนวคิดและชักชวนชาวบ้านสามผงสร้างทำนบหนองสิม ทำนบหนองสามผง เป็นต้นอีกด้วย
หลังจากท่านอาจารย์เกิ่งถึงแก่มรณภาพแล้ว ก็ยังได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่โนนสาวเอ้ ซึ่งเก็บน้ำได้เป็นบริเวณกว้างประมาณ 300400 ไร่ น้ำลึกเฉลี่ยประมาณหนึ่งเมตรถึงสองเมตรกว่า มีน้ำขังตลอดปี อ่างน้ำนี้อยู่ใต้ทำนบหนองขาลงมา โดยผู้เขียนประวัตินี้ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านด้วยการสำรวจและสร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของชาวบ้านสามผงและญาติมิตร ทั้งนี้จากคำแนะนำของท่านอาจารย์เกิ่ง สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ผู้เขียนสำเร็จปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร จากมหาวิทยาลัย ออริกอนสเตต สหรัฐ กลับมาเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วขึ้นไปกราบมนัสการท่าน อย่างไรก็ดีอ่างเก็บน้ำโนนสาวเอ้ได้สร้างขึ้นหลังท่านอาจารย์เกิ่งถึงแก่มรณภาพแล้วประมาณ 3 ปี คือ ประมาณปี พ.ศ. 2510 และได้นำเงินที่มีผู้บริจาคในงานศพท่านอาจารย์เกิ่งบางส่วนมาร่วมเป็นทุนในการก่อสร้างด้วย
2.สร้างถนนและบ่อน้ำ : ท่านอาจารย์เกิ่งยังได้เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างถนนในหมู่บ้านสามผงเชื่อมโยงระหว่างหมู่บ้านต่อหมู่บ้านหลายสาย และสร้างบ่อน้ำในหมู่บ้านหลายบ่อ
3.สร้างสิ่งก่อสร้าง : ระหว่างปี พ.ศ. 24932504 ท่านอาจารย์เกิ่งได้สร้างกุฏิขึ้นไว้ในวัดโพธิ์ชัย (ใหม่) จำนวน 17 หลัง เป็นกุฏิเดี่ยว 2 ชั้น ชั้นล่างโล่ง ใช้เป็นที่รับแขก ชั้นบนเป็นห้องที่พักนอน ตีฝากระดาน 4 ด้าน หลังคามุงไม้กระดาน มีอ่างปูนขังน้ำไว้ข้างบันได้ขึ้นกุฏิเพื่อล้างเท้า ใต้ถุนกุฏินั้นก่ออิฐถือปูนเป็นรูปโค้ง 4 ด้าน อากาศผ่านได้ ใช้เป็นที่เก็บของใช้ เช่น ไม้กวาดวัด (ตาด) จอบเสียม เป็นต้น กุฏิที่ท่านอยู่เองสร้างระเบียงชั้นล่างเป็นห้องน้ำห้องส้วม ส่วนระเบียงชั้นบนมีระดับเท่าพื้นกุฏิชั้นบน ที่เป็นห้องนอนใช้เป็นที่เดินจงกรม กุฏิทั้ง 17 หลัง ท่านได้ออกแบบสร้างไว้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยของพระภิกษุ และเป็นรูปแบบที่สถาปนิกรุ่นใหม่พิศวงในความคิดทางสถาปัตยกรรมของท่านเป็นอันมาก
อนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 24912495 ท่านได้สร้างโบสถ์ไว้หลังหนึ่ง ผนังโบสถ์ก่ออิฐโบกปูนหลังคามุงกระเบื้องไม้ ภายนอกของผนังโบสถ์ทุกด้าน ท่านให้ช่างเขียนรูปชาดกทางพระพุทธศาสนาไว้พร้อมกับระบายสีต่างๆ ให้เห็นชัดเจน ผู้ใหญ่และเด็กที่ไปทำบุญที่วัดจะเดินชมรูปชาดกรอบโบสถ์ได้หลายรอบโดยไม่เบื่อ ระเบียงรอบโบสถ์ปูด้วยไม้กระดานอยู่ระหว่างผนังโบสถ์กับกำแพงแก้ว เมื่อสร้างโบสถ์เสร็จแล้ว ท่านอาจารย์เกิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์อีกด้วย
เมื่อปี พ.ศ. 2505 ท่านได้สร้างศาลาโรงธรรมและใช้เป็นศาลาการเปรียญขึ้นไว้ด้วยที่วัดโพธิ์ชัย นับเป็นผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นสุดท้ายของท่านก่อนมรณภาพ ท่านอาจารย์เกิ่งได้ดำริสร้างอาคารให้โรงเรียนประถมบ้านสามผงหนึ่งหลัง เพื่อเป็นห้องประชุมสวดมนต์ไหว้พระของเด็กนักเรียน โดยจัดอนุมัติเงินจำนวนหนึ่งไว้เป็นทุน สมัยที่ราชการขยายการศึกษาชั้นประถม จากประถม 4 เป็นประถม 57 แต่ท่านได้ถึงแก่มรณะเสียก่อน อาคารดังกล่าวจึงยังไม่ได้ก่อเป็นรูปร่างขึ้น ต่อมาภายหลังหลายปีคณะศิษยานุศิษย์จึงสร้าง “อาคารหอประชุมเกิ่ง อธิมุตฺตโก” ขึ้นเป็นอนุสรณ์ไว้ที่บริเวณโรงเรียนบ้านสามผง
4.ธุดงควัตรที่ท่านอาจารย์เกิ่งถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด : เมื่อท่านอาจารย์เกิ่งได้ญัตติ และเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านได้ถือธุดงควัตรดังต่อไปนี้โดยเคร่งครัด คือ
(1) บิณฑบาติกังคธุดงค์ คือ ถือไปเที่ยวบิณฑบาตเป็นนิตย์มาฉัน แม้ท่านอาพาธหากพอเดินได้ท่านก็ออกบิณฑบาตไม่เคยขาดกิจวัตรนี้เลย เมื่ออาพาธหนักลุกไม่ไหวจวนถึงแก่มรณภาพแล้วท่านจึงเลิกออกบิณฑบาต
(2) เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาตรใช้ภาชนะเดียวเป็นนิตย์
(3) เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์ ลุกจากที่นั่งฉันแล้ว แม้จะยังไม่อิ่มท่านก็จะไม่ยอมฉันอีก
ส่วนธุดงค์อย่างอื่น ท่านถือเป็นครั้งคราวเป็นบังสุกุลก็งดธุดงค์ คือ การใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตรอรัญญิกธุดงค์ ถือการอยู่ในเสนาสนะป่าอันสงัดเป็นแนวทาง ผู้ที่เคยอยู่ใกล้ชิดและเคยพบเห็นท่านพอควรก็จะทราบข้อวัตรปฏิบัติของท่านได้โดยง่าย
5.กิจวัตรประจำวันของท่านอาจารย์เกิ่ง
ท่านอาจารย์เกิ่งเป็นพระนักปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง เวลาเช้า 04.00 น. ท่านจะตื่นจากจำวัดล้างหน้าบ้วนปาก เดินจงกรม นั่งสมาธิ พอสว่างได้เวลาอรุณ ครองผ้าจีวรนำบริขารลงสู่ศาลาโรงธรรม นำภิกษุสามเณรและศิษย์วัดไหว้พระสวดมนต์ เวลาเช้า 06.30 น. ออกบิณฑบาตกลับมาวัดฉันร่วมกันทั้งภิกษุสามเณรที่ศาลาที่โรงธรรม เสร็จแล้วกลับกุฏิ เวลา 09.00 น. เช้าสอนหนังสือนักธรรมหรือบาลี ซ้อมสวดมนต์ให้แก่ภิกษุสามเณรหรือศิษย์วัด โดยผลัดเปลี่ยนวาระกันตามกำหนดไว้ 12.00-13.00 น. หยุดพักผ่อน 13.00 น. เป็นต้นไป เริ่มสอบหนังสือนักธรรมหรือบาลี หรือซ้อมสวดมนต์ภิกษุสามเณรหรือศิษย์วัดอีกรอบหนึ่ง ตามวาระของแต่ละคนที่กำหนดไว้ เวลา 16.00 น. นำภิกษุสามเณรทำความสะอาดลานวัด เวลา 18.00 น. สรงน้ำชำระร่างกาย เวลา 18.30-19.00 น. ลงศาลารวมกันไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วให้โอวาทภิกษุสามเณรและศิษย์วัด บางครั้งก็ซ้อมสวดมนต์ให้แก่ภิกษุสามเณรและศิษย์วัดแล้วแต่โอกาสมี เวลา 21.00 น. กลับกุฏิแล้วสอนหนังสือหรือซ้อมสวดมนต์ภิกษุสามเณรและศิษย์วัด โดยผลัดเปลี่ยนกันตามวาระ เวลา 23.00 น. เข้าห้องและพักผ่อนแล้วจำวัด
6.ประโยชน์ที่ท่านอาจารย์เกิ่งบำเพ็ญมาพอสรุปได้ดังนี้ คือ
6.1 ประโยชน์ส่วนตน: เมื่อท่านเป็นภิกษุรุ่นหนุ่ม ท่านได้ขวนขวายแสวงหาวิชาความรู้ทางพระปริยัติ (คันถธุระ) เรียนทั้งนักธรรมและบาลีจากสำนักต่างๆ ห่างไกลจากหมู่บ้านที่ท่านเกิด จนถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศ มีความรู้พระธรรมวินัยแตกฉาน สามารถเป็นครูสอนได้ถึงนักธรรมเอก และมีความรู้ภาษาบาลี จนสามารถเป็นครูสอนประโยค ป.ธ.3 ได้ ส่วนทางด้านปฏิบัติ (วิปัสสนาธุระ) ท่านเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัดในสิกขาบทวินัยมาก เมื่อเห็นว่าปฏิบัติผิดทางท่านจะแก้ไขและเดินทางที่ถูกอย่างอาจหาญ เช่น การมอบตัวเป็นศิษย์ท่านอาจารย์มั่นโดยขอญัตติให้ถูกต้องเสียใหม่ การบำเพ็ญเพียรทางจิตใจหรือวิปัสสนาท่านก็ไม่เคยทอดทิ้ง ความรู้และความประพฤติของท่านจะดำเนินไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง แม้จะมีงานทำเพื่อคนอื่นมาก เช่น งานสอนหนังสือและการก่อสร้าง ท่านก็ไม่เคยงดเว้นการเดินจงกรมและนั่งสมาธิเลย นับเป็นนักปริยัติและนักปฏิบัติเพื่อตนเอง ที่สร้างสรรค์ความมีประโยชน์และความเจริญให้แก่ผู้อื่นและสังคม ทั้งในด้านจิตใจและวัตถุไปพร้อมกัน ให้แลเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาให้ด้านปริยัติและปฏิบัติเท่าเทียมกัน ท่านเคยกล่าวว่า“พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงต้องอาศัยทั้งการศึกษา (คันถธุระ) และปฏิบัติ (วิปัสสนาธุระ) เท่าเทียมกัน ถ้าขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง พระพุทธศาสนาก็ขาดความสมบูรณ์ไป”
6.2 ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม:ประโยชน์ส่วนรวมของชุมชนหรือสังคมที่ท่านอาจารย์เกิ่งได้บำเพ็ญมีมาก แต่พอสรุปได้เป็นสำคัญ 2 ประการ คือ การพัฒนาคนและการพัฒนาด้านวัตถุและสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ ดังได้กล่าวมาแล้ว
การสร้างคนรุ่นหนุ่มสาวไว้สืบทอดงานทางคดีธรรมและคดีโลกของท่านอาจารย์เกิ่งนับว่าประสบความสำเร็จมาก โดยเปรียบเทียบท่านเจ้าคุณพระธรรมบัณฑิต (มานิต ป.ธ.9) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ บอกผู้เขียนประวัตินี้ว่า ถ้าไม่มีท่านอาจารย์เกิ่ง ท่านคงไม่ได้เป็นเปรียญสูงสุดและเป็นพระเถระ และเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์อย่างปัจจุบันนี้ดอก
ในการสั่งสอนประชาชนชาวบทที่หลงผิด เชื่องมงายนับถือผีไท้ ผีปู่ตา มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ท่านอาจารย์เกิ่งก็ใช้ความเพียรและกุศโลบายให้ละเลิก แล้วหันมานับถือพระรัตนตรัยอย่างมั่นคงได้ นับว่าเป็นการสร้างคนไว้เป็นพื้นฐานของยุคสมัยวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า และยุคของการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา
โดยการสร้างคนในชนบทให้มีความรู้สูงขึ้นทั้งทางฝ่ายศาสนจักรและฝ่ายอาณาจักรตามแบบที่ท่านอาจารย์เกิ่งขวนขวาย นำภิกษุสามเณรและศิษย์วัดจากชนบทมาฝากตามวัดและที่ต่างๆ ให้ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาในเมือง และในเมืองหลวงของประเทศ นับว่าเป็นการสร้างสะพานแห่งสังคมเพื่อเชื่อมโยงชนบทและเมือง ให้พลเมืองอพยพโยกย้ายแสวงหาอาชีพและเปลี่ยนแปลงฐานะทางสังคมได้ส่วนหนึ่ง
นับได้ว่าท่านอาจารย์เกิ่งได้พัฒนาคนทั้งตัวท่านเองและศิษยานุศิษย์ ตลอดจนประชาชนที่เคารพนับถือท่านได้อย่างน่าอัศจรรย์ อาจเป็นเพราะเหตุที่ท่านมุ่งมั่นในพุทธภูมิ ดังที่กล่าวแล้วก็ได้ส่วนการพัฒนาหรือสร้างวัตถุสิ่งอันมีสารประโยชน์ขึ้นใช้นานาประการ ทั้งเพื่อวัดและเพื่อชุมชนส่วนรวมของท่านอาจารย์เกิ่ง ดังได้เล่ามาแล้วข้างต้น ก็เป็นที่น่าชื่นชมและทึ่งว่าอะไรทำให้ท่านมีสติปัญญาและฝีมือทำการสร้างวัตถุสิ่งของต่า ๆ ได้มากมายและใหญ่โตปานนั้น ทั้งที่ท่านไม่ได้รับการศึกษาทางสถาปัตยกรรมและวิศกรรมแบบสมัยใหม่เป็นล่ำเป็นสันอะไรเลย จะเป็นเพราะบุญบารมีในจิตใจที่ท่านสั่งสมมาแต่ปางก่อนได้หรือเปล่า?เพราะว่าท่านกำลังท่องเที่ยวอยู่ในเส้นทางพุทธภูมิที่ท่านมีปณิธาน
6.3 ประโยชน์ในฐานะเป็นตัวอย่างของบุคคลที่หาได้ยากอย่างยิ่งที่ผู้ใฝ่ดีควรจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง: ในการดำเนินชีวิตประจำวัน นับว่าท่านอาจารย์เกิ่งเดินตามรอยพุทธปฏิปทาอย่างแท้จริง คือ ท่านไม่ปล่อยวันเวลาให้ล่วงไปโดยไร้ประโยชน์ นับว่าเข้ากับคุณสมบัติหลักของผู้เป็นพระพุทธเจ้าประการหนึ่ง คือ สุคโต ดำเนินชีวิตให้ดีเป็นประโยชน์ไปได้ทุกวันเวลา ผู้ที่เคยไปหาท่านจะเห็นท่านทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดวัน เวลาที่ท่านไม่ได้สอนหนังสือ หรือสอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณรและศิษย์วัด ท่านจะหางานอดิเรกทำ เช่น เย็บจีวรให้พระเณร หรือหาหนังสือหรือสิ่งของที่ชำรุดมาซ่อมแซม บางทีขณะสอนหนังสือหรือซ้อมสวดมนต์ให้ภิกษุสามเณรหรือศิษย์วัด มือท่านก็จะเย็บจีวรหรือเย็บปะหนังสือไปด้วย หากมีผู้ถามท่านว่า ไม่เบื่อหรือเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานบ้างหรือ ท่านอาจารย์เกิ่งก็จะตอบว่า“เสียดายลมหายใจจะเสียไปเปล่า เราจึงต้องทำประโยชน์ให้เกิดขึ้น”
7.วาระสุดท้าย: ต่อมาท่านอาจารย์เกิ่งชราภาพลง สังขารร่างกายก็ทรุดโทรม ท่านอาจารย์เป็นโรคกระเพาะและลำไส้เรื้อรังมานาน แม้จะรักษาพยาบาลอย่างไร ก็ไม่มีอาการดีขึ้น มีแต่ทรุดลงหมดความสามารถของหมอที่จะเยียวยาช่วยเหลือได้ ท่านจึงถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2508 เวลา 17.00 น.ที่ศาลาโรงธรรมและการเปรียญวัดโพธิ์ชัย บ้านสามผง โดยอาการสงบ รวมสิริอายุได้ 77 ปี 6 เดือน8วัน
อาบ นคะจัด
ผู้รวบรวมและเรียบเรียง







