
ถึงเสี่ยงแต่ก็สู้หัวใจครูชายแดนใต้
โศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าที่เกิดขึ้นกับชีวิตครูชายแดนภาคใต้ นับแต่ความรุนแรงปะทุขึ้นในปี 2547 จนถึงขณะนี้ทั้งครูพุทธและครูมุสลิม เสียชีวิตสังเวยไฟใต้รวมแล้ว 157 คน บาดเจ็บและพิการอีก 145 คน แม้ทุกฝ่ายจะวางมาตรการคุ้มครองป้องกันอันตราย แต่ความรุนแรงต่อบุคลากรการศึกษาก็ยังไม่ยุติลง
โศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าที่เกิดขึ้นกับชีวิตครูชายแดนภาคใต้ นับแต่ความรุนแรงปะทุขึ้นในปี 2547 จนถึงขณะนี้ทั้งครูพุทธและครูมุสลิม เสียชีวิตสังเวยไฟใต้รวมแล้ว 157 คน บาดเจ็บและพิการอีก 145 คน แม้ทุกฝ่ายจะวางมาตรการคุ้มครองป้องกันอันตราย แต่ความรุนแรงต่อบุคลากรการศึกษาก็ยังไม่ยุติลง
ช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โรงเรียนในพื้นที่ จ.ปัตตานี กว่า 300 แห่ง ปิดชั่วคราว หลัง นันทนา แก้วจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่ากำชำ อ.หนองจิก ถูกลอบยิงเสียชีวิต หลังการประชุมกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยจนทุกฝ่ายมั่นใจขึ้น โรงเรียนก็เปิดอีกครั้ง แต่ไม่ทันไรเหตุสะเทือนขวัญก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อคนร้ายแต่งกายคล้ายทหารบุกเข้ายิง ตติยารัตน์ ช่วยแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบาโง ต.ปานัน อ.มายอ จ.ปัตตานี และ สมศักดิ์ ขวัญมา ครูโรงเรียนเดียวกันเสียชีวิต ขณะนั่งรับประทานอาหารภายในโรงเรียน
ที่น่าสะเทือนขวัญ คือ เป็นการจงใจฆ่าครูพุทธที่มีอยู่เพียง 2 คน ในโรงเรียนแห่งนี้
หลังเกิดเหตุครั้งนี้ โรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กว่า 1,000 แห่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกาศปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง
ในความรู้สึกของพวกเขา ครูชายแดนใต้ร่วม 1.3 หมื่นคน เสมือนชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ไม่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง จะร่วมกันวางมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้รัดกุมเพียงใด แต่ผู้ก่อความไม่สงบก็ฉวยโอกาสก่อเหตุได้เสมอ จากที่เคยคิดว่าความเสี่ยงเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมาโรงเรียน ก็กลับกลายว่าโรงเรียนซึ่งเคยคิดว่าเป็นที่ปลอดภัย ก็ไม่ได้เป็นดั่งที่คิดไว้อีกแล้ว
“ความปลอดภัยของครูเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันมาก ในอดีตจะระแวงภัยเฉพาะช่วงเวลาเดินทางขาไปและกลับจากโรงเรียน เมื่อไปถึงโรงเรียนก็รู้สึกโล่งใจ ตกเย็นถ้ากลับถึงบ้านได้ก็ปลอบใจตัวเอง บอกกับตัวเองว่าเรารอดมาอีกวันหนึ่งแล้ว แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้น เพราะแม้แต่อยู่ในโรงเรียนก็ไม่ปลอดภัย คนร้ายกล้าบุกยิงครูถึงในโรงเรียน” บุญณดา รักจันทร์ ครูจากโรงเรียนศูนย์ครูใต้ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สะท้อนความรู้สึกออกมา
ครูบุญณดา รับราชการครูในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาหลายปี ก่อนหน้านี้เธอที่สอนอยู่ที่โรงเรียนคลองช้าง อ.หนองจิก แต่หลังจากความรุนแรงปะทุขึ้นและไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงเมื่อใด ความหวาดผวาก็บั่นทอนจิตใจ จึงขอย้ายเข้ามาที่ศูนย์ครูใต้ โครงการในพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
“รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ครูใต้ ทั้งพักอาศัยและสอนหนังสืออยู่ที่นี่ เพราะมั่นใจเรื่องความปลอดภัยมาก แม้จะยังต้องระวังตัวช่วงเวลาที่ต้องออกไปทำธุระส่วนตัวข้างนอก ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงอยู่ แต่ก็ยังเสี่ยงน้อยกว่าเพื่อนครูในพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่พื้นที่สีแดง แต่พอเกิดเหตุลักษณะนี้ยิ่งทำให้กลัวไปอีก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนทุกคนมีโอกาสโดนหมด ตอนนี้รู้สึกกลัวมาก ไม่รู้จะทำยังไง ขนาดพื้นที่ซึ่งเรามั่นใจว่าปลอดภัยแล้วก็ยังไม่ปลอดภัย แต่เมื่อจิตวิญญาณเป็นครูก็ต้องทำหน้าที่ครูอย่างเต็มที่ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะมาทำดีไม่ได้คิดร้ายกับใคร”
แน่นอนว่า ภัยคุกคามซึ่งร่วม 9 ปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตเพื่อร่วมวิชาชีพไปแล้วนับร้อยคน ไม่มีใครอยากเสี่ยง ฉวีวรรณ อัตถะพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบุรินทร์ อ.เมืองยะลา ยอมรับว่า ครูชายแดนใต้ทุกคนอยากจะย้ายออกนอกพื้นที่กันทั้งนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ
“ความเป็นอยู่ของครูใต้ ยอมรับว่าอยู่ด้วยความยากลำบาก รู้สึกหวาดผวาไปหมด เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลเข้มข้นกว่าเดิม แต่เผลอเมื่อไหร่ก็ถูกคนร้ายจ้องเอาชีวิตเมื่อนั่น แต่การที่จะทำเรื่องย้ายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นต้องอยู่กับความเป็นจริงไปไหนมาไหนก็ต้องระวังตัวเอง”
อนุศักดิ์ อายุวัฒนะ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สพก.จชต.) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มีครูพุทธต้องการย้ายออกจากพื้นที่แล้วจำนวน 6,176 คน แต่ย้ายได้จริงเพียง 1,843 คน
เมื่อไม่อาจย้ายออกนอกพื้นที่ได้ การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจึงต้องเตรียมพร้อม มิอาจประมาทได้แม้แต่วินาที
“ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ต้องตรวจสอบสภาพรถหรือยานพาหนะ ตรวจโทรศัพท์มือถือว่าชาร์จไฟแบตเตอรี่เต็มหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอาวุธปืน ซึ่งจำเป็นต้องหามาป้องกันตนเอง แต่ก็ไม่ได้มีกันทุกคน หลังจากนั้นต้องมีการประสานกับกองกำลังชุดรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ต้องมีวินัยเคร่งครัดในเรื่องเวลา สถานที่นัดหมาย เพราะถ้าออกมาผิดเวลาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบดูแลความปลอดภัย” กรีฑา แดงดี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบลูกา อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เล่าถึงกิจวัตรประจำวันก่อนออกจากบ้านมายังโรงเรียน
นอกจากการเตรียมพร้อม ตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องมือ ยานพาหนะแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รอดชีวิตคือ ข้อมูลข่าวสารจากทุกทาง ซึ่งต้องรับรู้ให้ทันสถานการณ์เพื่อหลบหลีกหรือระวังตัวเอง มัวแต่รอการแจ้งเตือนของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้แล้ว เพราะการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยแจ้งให้ครูได้ทราบก่อนล่วงหน้า เช่น การปิดล้อมตรวจค้น เมื่อเดินทางมาถึงที่โรงเรียนแล้วจึงพบว่า มีกองกำลังตรึงพื้นที่หมู่บ้าน ซึ่งหากเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นก็แทบไม่ได้ทำอะไร เพราะคอยพะวงลุ้นระทึกว่า เจ้าหน้าที่จะจับคนร้ายได้หรือไม่ หากจับได้ก็โล่งอก แต่หากจับไม่ได้ต่างก็อยู่อย่างหวาดกลัวกับสิ่งที่อาจจะเกิดตามมา
“ครูต้องรับรู้ข่าวสารการเคลื่อนไหว หรือเหตุการณ์ในหมู่บ้านอยู่ตลอดเช่นกัน ซึ่งอาจจะรับรู้ในรูปของข่าวลือ เป็นเรื่องที่พูดปากต่อปาก ครูต้องรับรู้แม้มันจะเป็นเพียงข่าวลือ แต่เชื่อว่ามันมีประโยชน์ที่จะใช้เตือนให้เตรียมพร้อม ไม่อยู่ในความประมาท” กรีฑา สะกิดเตือนใจเพื่อนครูใต้
ด้าน มนพ บุญทวิโรจน์ ผู้อำนวยการบ้านรั้วตะวัน อ.เมืองยะลา ฝากคำวิงวอนไปถึงกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่มุ่งหมายทำร้ายครูชายแดนใต้ว่า ขอความกรุณาหยุดทำร้ายครู เพราะครูทุกคนมีเจตนาดีที่จะพัฒนาชุมชน พัฒนาเด็กให้ได้รับการศึกษาที่ดี สร้างเยาวชนและสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีวิถีชีวิตศักยภาพทางการศึกษาที่สูงขึ้น
“ขณะนี้ขวัญกำลังใจของครูหดหู่เหลือเกิน อยากให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยขึ้นสูงสุด ในช่วงเวลาที่ครูสอนอยู่ที่โรงเรียนจะได้รับความอบอุ่นใจ ว่าได้รับความปลอดภัยเกิน 100% จากเหตุการณ์ล่าสุดที่คนร้ายบุกเข้าไปฆ่าครูถึงในโรงอาหารของโรงเรียน เป็นสิ่งภาพที่สะเทือนขวัญกับครูเป็นอย่างมาก”
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงชายแดนภาคใต้จะยุติลงเมื่อไหร่ แม้จะตกอยู่ในความเสี่ยงทั่วถึงกัน แต่เมื่อชีวิตต้องเดินต่อไป ก็ไม่อาจหยุดนิ่งหมดอาลัยตายอยาก วันจันทร์ที่จะถึงนี้ โรงเรียนหลายแห่งพร้อมจะเปิดสอนตามปกติ ครูใต้อีกนับหมื่นชีวิตพร้อมจะเผชิญความเสี่ยง เพื่อทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ สร้างสรรค์ให้เด็กไทยได้มีความรู้ เพื่อมีอนาคตที่ดี ทั้งของตนเองและสังคม
ขอเชิดชูสดุดีต่อการทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของครูชายแดนใต้ ที่เสมือนกำลังพายเรือจ้างฝ่าทะเลเพลิง นำพาเยาวชนอนาคตของชาติ ไปส่งยังชายฝั่งแห่งอนาคตอันรุ่งเรืองดีงาม







