
การเมืองต้องนิ่ง
ปัจจัยทางการเมืองกำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจบ่อยครั้งขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ปัจจัยทางการเมืองกำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจบ่อยครั้งขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แตกต่างจากในอดีต ที่ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งแค่ไหน หรือแม้แต่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้ง นักลงทุนไทยและต่างประเทศ จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะรัฐบาลเปลี่ยน แต่นโยบายเศรษฐกิจไม่เปลี่ยน และยังคงเดินหน้าลงทุนต่อไป
แต่ระยะหลัง นอกจากประเทศไทยจะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยแล้ว ปัญหายังขยายวงเป็นความขัดแย้งของคนในชาติ ภาพการใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งในกลุ่มเล็กหรือในระดับประเทศ หรือการยึดสถานที่สำคัญ เช่น สนามบิน พื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สร้างความหวาดผวาและวิตกกังวลในสายตานักลงทุนอย่างมาก ต่างเกิดความไม่มั่นใจว่า เหตุรุนแรงหรือการยึดสถานที่สำคัญจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
จึงไม่น่าแปลกใจที่นักธุรกิจใหญ่ อย่างนายกานต์ ตระกูลฮุนถึงกับออกปากในเวทีเสวนา ที่จัดโดยนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จุดใหญ่อยู่ที่สถานการณ์การเมือง และบอกด้วยว่า ถ้านายกรัฐมนตรีอยู่ได้อีก 3 ปี ก็จะดี เพราะรัฐมีความสำคัญมาก
บริษัทจัดอันดับเครดิตสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ เองก็เตือนไว้ในรายงานฉบับล่าสุด ว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งตั้งแต่ปี 2549 ทำให้การปฏิรูปโครงสร้างประเทศล่าช้า ขัดขวางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกดดันการลงทุนจากต่างประเทศ
ฉะนั้น การที่รัฐบาลชุดนี้พยายามลดทอนความขัดแย้งทางการเมืองที่จะนำไปสู่ความรุนแรง โดยเฉพาะการไม่ดึงดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะใช้กระบวนการขอประชามติ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลเองก็รู้ถึงปัจจัยความเสี่ยงข้อนี้ดี
และยังมีอีกปัจจัยสำคัญอีกประการที่จะทำให้การเมืองนิ่งได้ในรัฐบาลชุดนี้ คือการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย เสถียรภาพของรัฐบาลจะถูกสั่นคลอนจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชันทั้งสิ้น แม้กระทั่งการต่อต้านขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มาจากข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
สำหรับรัฐบาลชุดนี้ เรื่องอื้อฉาวที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ทั้งนี้ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง นอกจากจะช่วยลดเงื่อนไขการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลลงได้แล้ว ยังจะช่วยให้การประมูลโครงการลงทุนสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ถูกตั้งคำถาม หรือถูกขัดขวางเพราะความคลางแคลงใจเรื่องการทุจริตได้อีกด้วย
ในภาวะที่ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนไป จากสหรัฐและอียู กลายมาเป็นภูมิภาคเอเชีย ทำให้กลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงไทย ถูกจับตาว่าน่าเข้ามาลงทุนและค้าขายมากที่สุด
การทำให้การเมืองนิ่ง เป็นเรื่องจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับรัฐบาลชุดนี้







