
ความรับผิดทางอาญาของผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิด
เราได้คุยกันไปในคราวที่แล้วเรื่องเกี่ยวกับตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ให้เกิดการกระทำความผิดอาญา ซึ่งในเรื่องของการเป็นตัวการร่วมก็เป็นไปตามมาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา ส่วนมาตรา 84 ก็เป็นเรื่องของผู้ใช้ ซึ่งก็คือผู้ที่ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่ว่าจะด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด และสุดท้ายที่เราคุยกันไว้ก็คือผู้สนับสนุน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 86 ที่หมายถึง ผู้ช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะไม่ได้รู้ถึงการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม
เราได้คุยกันไปในคราวที่แล้วเรื่องเกี่ยวกับตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ให้เกิดการกระทำความผิดอาญา ซึ่งในเรื่องของการเป็นตัวการร่วมก็เป็นไปตามมาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา ส่วนมาตรา 84 ก็เป็นเรื่องของผู้ใช้ ซึ่งก็คือผู้ที่ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่ว่าจะด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด และสุดท้ายที่เราคุยกันไว้ก็คือผู้สนับสนุน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 86 ที่หมายถึง ผู้ช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะไม่ได้รู้ถึงการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม
ที่ว่าไปนั้นหากเราลองมาพิจารณาดูกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพูดในลักษณะที่ยุยงส่งเสริมให้ทหารออกมาทำการรัฐประหาร การยุยงส่งเสริมให้มีการเผาบ้านเผาเมือง หรือการออกคำสั่งให้มีการใช้กระสุนจริงต่อประชาชน สิ่งเหล่านี้ทั้งหลายจะถือได้หรือไม่ว่าเป็นการใช้
นอกจากนั้น หากมีการอำนวยความสะดวก เช่น เปิดทางให้ แล้วจากนั้นก็มีกองกำลังติดอาวุธเข้ากระทำการ หรือการปราศรัยเพื่อดึงให้ประชาชนมาร่วมกันเป็นการอำพรางการก่อการใดๆ หรือหากมีการอนุมัติให้ทหารสามารถนำปืนเข้าสู่วงของการชุมนุมได้เช่นนี้ สิ่งต่างๆ ที่ว่าไปถือว่าเป็นการสนับสนุนหรือไม่ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าคิด
สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่ได้พูดถึงกัน และเป็นเรื่องที่น่าสนใจภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาเช่นกันนั้นอยู่ในมาตรา 85 ความว่า “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และความผิดนั้นมีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่าหกเดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น” และหากว่า “ได้มีการกระทำความผิด เพราะเหตุที่ได้มีการโฆษณาหรือประกาศตามความในวรรคแรก ผู้โฆษณาหรือประกาศต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ”
ลองดูตัวอย่างโทษบางประการดู เช่น การวางเพลิงเผาทรัพย์นั้น มาตรา 217 ประมวลกฎหมายอาญากำหนดว่า “ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท” นั่นคือ การวางเพลิงเผาทรัพย์มีโทษไม่ต่ำกว่าหกเดือน หากว่าผู้ใดโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด ก็ต้องมีโทษทันที และหากว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้โฆษณาหรือประกาศนั้นก็จะต้องรับผิดเสมือนเป็นตัวการ
ที่ว่าไปนั้นเป็นโทษของการวางเพลิงทั่วไป แต่มาตรา 218 กำหนดถึงการวางเพลิงเผาทรัพย์เฉพาะบางอย่างเอาไว้ ซึ่งหากใครวางเพลิงเผาทรัพย์เหล่านี้ก็จะมีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี ซึ่งทรัพย์ที่ว่าก็ได้แก่ “(1) โรงเรือน เรือ หรือแพ ที่คนอยู่อาศัย (2) โรงเรือน เรือ หรือแพอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า (3) โรงมหรสพหรือสถานที่ประชุม (4) โรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน หรือเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา (5) สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน หรือที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ (6) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ อันมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป อากาศยาน หรือรถไฟที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ”
อีกตัวอย่างหนึ่ง มาตรา 288 ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า “ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี” ซึ่งถ้าหากมีการโฆษณา หรือประกาศให้กระทำความผิดตามมาตรานี้ ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 85 ที่กล่าวไป ที่หากว่าได้มีการกระทำความผิดจริงตามที่โฆษณาหรือประกาศไว้ ผู้ที่โฆษณาหรือประกาศ ก็จะต้องรับผิดเสมือนเป็นตัวการ นั่นก็คือ รับโทษเท่ากับเป็นผู้ใช้ตามมาตรา 84 นั่นเอง
ยังมีในส่วนของมาตรา 87 และมาตรา 88 ซึ่งเป็นเรื่องรายละเอียดของการใช้ การโฆษณาหรือการประกาศให้บุคคลทั่วไปกระทำผิด หรือการสนับสนุน ซึ่งผู้ใช้ ผู้โฆษณา หรือผู้ประกาศ ผู้สนับสนุน ตั้งใจใช้ โฆษณา ประกาศ หรือสนับสนุนให้กระทำอันใดอันหนึ่ง เช่น ให้จุดไฟเผารถสักคัน แต่ผู้กระทำการกลับไปเผาบ้าน อย่างนี้เรียกว่าทำไปเกินขอบเขต หรือให้เอากระสุนจริงยิงที่ขาหรือแขน แต่ผู้กระทำการกลับไปยิงที่หัว เช่นนี้ก็เกินขอบเขตเช่นกัน
เบื้องต้นโดยทั่วไปแล้วมาตรา 87 ก็จะให้ผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้ประกาศ หรือผู้สนับสนุนรับโทษเพียงเท่าที่ตนเองตั้งใจจะให้เกิด แต่ก็ยังมีรายละเอียดอีกในเรื่องพฤติการณ์ว่าเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าจะเกินขอบเขต หากเล็งเห็นได้ ก็จะต้องรับผิดตามที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมาตรา 88 ก็บัญญัติเป็นคุณแก่ผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้ประกาศ หรือผู้สนับสนุนที่เข้าขัดขวางมิให้การกระทำนั้นบรรลุผลด้วย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้คงจะต้องคุยกันในวาระต่อไป
เท่าที่เขียนไปหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะสามารถเอาไปพิจารณาได้ว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ควร หรือไม่ควรที่จะมีความผิด หรือรับโทษอย่างไรบ้าง ไว้เติมรายละเอียดกันในคราวต่อไป







