posttoday
ไม่ได้ถอยแต่รุกตามกติกา

ไม่ได้ถอยแต่รุกตามกติกา

15 ธันวาคม 2555

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอีกครั้ง ภายหลังรัฐบาลเสนอให้มีการประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันอีกครั้ง ภายหลังรัฐบาลเสนอให้มีการประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สส.เพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดงมีความต้องการอย่างแรงกล้าให้เดินหน้าโหวตวาระ 3 ในทันทีที่เปิดสภา

น่าสนใจว่าเหตุปัจจัยใดทำให้รัฐบาลกลับมาตั้งหลักเปิดเกมวัดใจประชามติ

“ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใดๆ เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในความรับผิดชอบของสภาผ่านวาระ 1วาระ 2 ไปแล้ว แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลให้ต้องชะลอการลงมติวาระ 3 อีกอย่างความปรากฏชัดมีเสียงคัดค้านค่อนข้างมากอาจเกิดความรุนแรง รัฐบาลเป็นองค์กรที่สามารถทำให้เรื่องหาข้อยุติได้ก็ต้องให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลผ่านการสานเสวนาและนำมาซึ่งการลงประชามติ” วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อธิบายผ่านโพสต์ทูเดย์

ในช่วงที่ถูกเว้นวรรคทางการเมือง วราเทพ มีบทบาทต่อการเข้าร่วมวางแผนแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคเพื่อไทยกระทั่งปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ เขาก็เป็นมือไม้คอยประสานงานทางการเมืองกับพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายสภาอย่างเต็มตัวจึงรับรู้ถึงเหตุผลลึกๆ ที่รัฐบาลต้องกลับมาตั้งหลักทำประชามติ

“เราต้องยึดหลักการไว้ก่อนว่าความเห็นทั้งหลายถ้าไม่ยอมรับกติกาจะไปไม่ได้เลย ทุกวันนี้ฝ่ายที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญทำตามกติการัฐธรรมนูญ แต่เมื่อฝ่ายไม่เห็นด้วยไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญจนมีคำวินิจฉัยออกมา ฝ่ายที่ขอแก้ไขได้ชะลอไปแล้ว หันมาปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยการกำหนดให้มีการประชามติ ถ้าให้ทำประชามติแล้วยังคัดค้าน สร้างความวุ่นวายขึ้นอีก ผมว่านั่นคือ การคัดค้านไม่มีเหตุผล เราจะไม่มีหลัก สังคมจะเดินไปไม่ได้ ประเทศที่เป็นนิติรัฐก็เป็นไม่ได้”

“ผมยังไม่ทราบว่าประชามติจะผ่านออกมาอย่างไร แต่วันนี้ถ้าบอกว่าเราเดินตามกติกา ยึดกรอบเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นแล้ว คนที่จะมาทำให้เกิดความวุ่นวาย คิดว่าเป็นคนไม่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติแล้ว เมื่อไม่ยอมรับกติกาจะเอาแบบไหน คิดว่าคงมีจำนวนไม่มากที่จะสร้างความวุ่นวาย เพราะรัฐบาลไม่ได้ดื้อดึงต่อเสียงสะท้อนที่คัดค้าน

แม้จะหาเหตุผลประการใด สุดท้ายข้อกล่าวหาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พ้นจากคดีความผิดก็ยังเป็นจุดที่ฝ่ายคัดค้านนำมาโจมตี

วราเทพ บอกว่า ฝ่ายตรงข้ามพยายามนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นนำทำให้เหตุผลการคัดค้านมีน้ำหนัก แต่ข้อเท็จจริง เช่น หมวดพระมหากษัตริย์เขียนชัดเจนไม่ไปแก้ไข ฝ่ายคัดค้านก็อยู่ใน กมธ. นั่งพิจารณาตั้งสิบกว่าวัน รู้ทั้งรู้ว่าเขียนล็อกไว้แล้วยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ส.ส.ร.จะไปแก้ไขหมวดนี้ ซึ่งอย่างนี้ไม่น่ารับฟังเลยสำหรับคนที่รับผิดชอบประชาชน

“เพราะฉะนั้นการที่เราไปมองว่าจะแก้ไขมาตรา 309 หรืออะไรขึ้นอยู่กับประชาชนเลือกสมาชิกาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อเลือก ส.ส.ร.ต้องเคารพการตัดสินใจประชาชนให้ ส.ส.ร.ไปร่าง หากทำสิ่งไม่ดี เชื่อว่า ส.ส.ร.ก็อยู่ไม่ได้ ท้ายสุดประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ กระบวนการคานกันน่าจะชัดเจนอยู่แล้ว”

“รัฐธรรมนูญไม่สามารถเขียนมาตราใดมาตราหนึ่งเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดบังคับกับคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เขียนเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องใดๆ คือวันนี้ต้องบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนหวาดระแวงว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องบุคคลคนเดียวประเทศถึงเดินไปไม่ได้ ไม่ต้องกังวลเลยว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปเกี่ยวข้องกับท่านทักษิณ” คำยืนยันจากผู้คลุกวงในกำหนดเกมแก้รัฐธรรมนูญ

หากมองถึงการกลับมาตั้งหลักครั้งนี้ แท้ที่จริงไม่ใช่รัฐบาลถอย แต่เป็นการเปิดเกมรุก รธน.ตามกติกาด้วยการกำหนดจังหวะก้าวรอบคอบกว่าเดิม สังเกตได้ว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลัง ครม.มีความเห็นให้ประชามติ วราเทพ เดินสายหารือกับประธานสภาและประธานวุฒิสภาทันที ซึ่งทั้งสองเห็นด้วย จากนั้นเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ธ.ค. ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลก่อนมีมติตอบรับประชามติ

“ภายในสัปดาห์หน้าทุกอย่างจะชัดเจน” วราเทพ แจงปฏิทินเตรียมการประชามติไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน “หลังจากได้รายงานมติพรรคร่วมรัฐบาลต่อนายกฯ ภายในสัปดาห์หน้าสามารถเสนอ ครม.ได้เลย ซึ่งการประชามติจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการประชามติภายใน 120 วัน ระหว่างนั้นภายใน 90 วันกฎหมายกำหนดให้ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเหตุผลการลงประชามติ หลังครบ 90 วันไปแล้วทำการประชามติ”

“สมมติประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเดือน ม.ค.ช่วงเวลาจาก ก.พ. มี.ค.อยู่ในช่วงรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลของการลงประชามติ จากนั้น เม.ย.สามารถลงประชามติได้ ถ้าเกินจากนี้ไม่ได้แล้วเพราะกฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้ ถ้าผลประชามติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี ส.ส.ร. จะเกิดการลงมติวาระ 3 หลัง 120 วันไปแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าช่วงนั้นสภาเปิดปิดเมื่อไหร่ แต่ถ้าสภาเปิดสามารถลงมติได้เลย เมื่อโหวตวาระ 3 ผ่าน จะเกิด ส.ส.ร. และ ส.ส.ร.จะดำเนินการตามกฎหมาย จะชัดเจนตามขั้นตอนยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จทำประชามติอีกครั้ง หมายถึงประชามติผ่านได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น่าจะเป็นไปได้ปลายปี 2556”

การกำหนดหัวข้อจะประชามติอะไรเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย วราเทพ เผยว่า หัวข้อคำถามต้องกำหนดให้ประชาชนชัดแจ้ง ไม่เป็นการชี้นำ ไม่ได้ถามเรื่องแก้ไขมาตรา หรือรัฐธรรมนูญหน้าตาแบบไหน ไม่จำเป็นต้องไปตั้งคำถาม 23 ข้อ เป็นเรื่องยากและจะทำให้สับสน เดี๋ยวข้อนั้นจะไปขัดแย้งข้อนี้นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง อีกอย่างหากมีหลายคำถาม ผลการลงประชามติออกมา บางคำถามได้รับคะแนนเสียงมาก บางคำถามได้รับคะแนนเสียงน้อยยิ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยาก

“ที่คิดในเบื้องต้นขณะนี้ต้องมีเพียงข้อเดียว โดยถามว่า ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยมี ส.ส.ร.เป็นผู้ดำเนินการยกร่างหรือไม่”

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า มีคำถามแค่นั้นคนจะสับสนเพราะก่อนที่จะตั้งคำถามข้อเดียว รัฐต้องให้ข้อมูลทำความเข้าใจประชาชนอยู่แล้ว อีกอย่างเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นอย่ากังวลเรื่องคำถาม คำถามจะถูกอธิบายจนกว่าจะมีการลงประชามติอย่างชัดเจน

“หน้าที่ผู้จัดให้มีประชามติต้องชี้แจงทำความเข้าใจคำถามให้ข้อมูลครบถ้วน อย่างเช่น บางฝ่ายตั้งข้อสงสัยหมวดพระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร เราต้องใช้โอกาสจากเวทีสานเสวนาที่ทำกันไปก่อนหน้านี้และชี้แจงในช่วงเวลา 90 วันก่อนลงประชามติ อธิบายให้ได้ว่าในร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขค้างอยู่ในสภา กำหนดชัดเจนห้ามแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากวันนี้มีคนพยายามเบี่ยงเบน คนที่ไม่อยากแก้ไขอ้างว่า เดี๋ยวจะแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 2 แก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว เมื่อตั้ง ส.ส.ร.ก็ไม่สามารถแก้ไขหมวดนี้ได้”

อีกด่านหินเมื่อมีการลงประชามติจะนับผลคะแนนลงประชามติอย่างไร วราเทพ อ้างถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 9 กำหนดว่าต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ สมมติผู้มีสิทธิ 40 ล้านคนต้องมีผู้มาใช้สิทธิไม่น้อยกว่า 20 ล้านคน ส่วนที่มาลงประชามติแล้วเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กฎหมายเขียนไว้ว่า ถ้ามา 20 ล้านคนก็คือเกินครึ่ง ใน 20 ล้านคนอย่างน้อยต้องได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน

“แต่มีคนพยายามบอกว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ ต้องมีผู้มีสิทธิเกินกว่าครึ่งหนึ่ง แล้วต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิด้วยคือ 20 ล้านคนขึ้นไป ตรงนี้เป็นมุมมองทางกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่” เจ้าตัวยอมรับปัญหาข้อกฎหมายที่ยังไม่ตกผลึก

แม้แต่ พีรพันธ์ พาลุสุข มือกฎหมายพรรคเพื่อไทย เสนอว่า อาจต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ว่าด้วยการคิดคำนวณจำนวนเสียงลงประชามติให้ชัดเจน ซึ่งถึงตอนนั้นเชื่อเหลือเกินย่อมมีฝ่ายออกมาต่อต้านคัดค้านอีก

พิจารณาตามนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจประชามติเรื่องอะไร ยังมีปมปัญหาข้อกฎหมายลงประชามติ ก่อนชี้ชะตาผลการลงคะแนนอีก

นี่ยังไม่ถึงการเจาะเข้าหัวใจรัฐธรรมนูญ แค่ตลอดเส้นทางสู่การแก้ไขก็ดูจะเต็มไปด้วยอุปสรรคเหนือคณานับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท