
เปิดโมเดล 'ประชามติ'พรรคร่วม
คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) 16 คน นำโดย “โภคิน พลกุล”
คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) 16 คน นำโดย “โภคิน พลกุล”
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) 16 คน นำโดย “โภคิน พลกุล” ที่ได้รับแต่งตั้งโดยมติพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 31 ก.ค. คลอด “รายงานฉบับสมบูรณ์” ความยาว 50 หน้า ศึกษาวิเคราะห์คำวินิจฉัยกลางและส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมเสนอแนะทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งของการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ
สาระหลักของรายงานฉบับนี้แบ่งออกเป็น 6 หัวข้อ ประกอบด้วย ที่มาของคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล ปัญหาสำคัญของ รธน. 2550 สาระสำคัญของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ความเห็นคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลต่อคำวินิจฉัยกลางและส่วนตนของศาลรัฐธรรมนูญ แนวทางการลงมติในวาระ3 และข้อเสนอแนะของคณะทำงานกรณีการแก้ไขเพิ่มเติม รธน.มาตรา 291
ทั้งนี้ หลังจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เลือกเส้นทาง “ประชามติ” ก่อนเดินหน้าโหวตวาระ 3 เมื่อวันที่11 ธ.ค. สอดคล้องกับ โภคิน ที่แถลงมติคณะทำงานพรรคร่วมเปิดช่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำประชามติก่อนได้ ส่งผลให้หลายฝ่ายจับตามองโมเดล “ประชามติ 2 ครั้ง” ทั้งก่อนยกร่างและหลังยกร่างแล้วเสร็จ
ขณะที่เนื้อหาในรายงานฉบับสมบูรณ์โฟกัสไปยังประเด็น “ประชามติ” ผ่าน ส่วนที่ 4 ของรายงาน “ความเห็นคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” ที่มีต่อประเด็นที่ 2 ของคำวินิจฉัยศาลที่ว่า“การแก้ไขเพิ่มเติม รธน.มาตรา 291 เพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ สามารถกระทำได้หรือไม่” อันนำมาสู่คำวินิจฉัยกลางสุดคลุมเครือว่า “...รธน. 2550 ได้ผ่านการลงประชามติโดยตรงของประชาชน การจะแก้ไขเพิ่มเติม รธน.โดยการยกร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับก็ควรให้ประชาชนลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมี รธน.ฉบับใหม่หรือไม่” เป็นจุดสำคัญที่ทิ้งเชื้อคาไว้จนส่งผลให้รัฐบาลไม่กล้าเดินหน้าวาระ 3 โดยไม่ผ่านประชามติ เพราะเสี่ยงถูกยื่นให้ศาลตีความซ้ำ
รายงานดังกล่าวยืนยันหลักการชัดเจนว่า “ประชามติ” หลังร่างเสร็จเดินตามกรอบของศาลรัฐธรรมนูญ แต่บทเรียนการถูกยุบพรรคด้วยเงื้อมมือศาลรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งที่ผ่านมา ยังเป็นฝันร้ายทำให้พรรคเพื่อไทยไม่เสี่ยงนำรัฐบาลเข้าสู่หลักประหาร จนในที่สุดคณะทำงานพรรคร่วมถึงกับบรรจุข้อเสนอ “...ครม.ก็อาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติตาม รธน.มาตรา 165 ได้” จารึกบนหน้าสุดท้ายของรายงานฉบับนี้รับลูกการหันหัวเรือของ ยิ่งลักษณ์ พอดิบพอดี โดยในรายงานยังแจงเส้นทางของ “ประชามติ” ไว้ละเอียดยิบแบบที่ยังไม่เคยแถลงอย่างเป็นทางการว่า
คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่า การดำเนินการให้มีการลงประชามติว่าสมควรจะให้มี รธน.ฉบับใหม่หรือไม่ ก่อนที่จะมีการลงมติในวาระ 3 อาจเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อให้สังคมเห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลอยากให้เกิดความรอบคอบและขจัดข้อคัดค้าน โต้แย้ง ทั้งปวงออกไป แต่การทำประชามติโดยอาศัยบทบัญญัติของ รธน. 2550 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ก็ยังต้องพิจารณาว่า จะจัดทำประชามติโดยการตราเป็น พ.ร.บ.เฉพาะ หรือโดยการดำเนินการของ ครม. ซึ่งถ้าเป็น ครม.มีได้ 2 กรณี คือ ขอข้อยุติหรือขอคำปรึกษา ถ้าขอข้อยุติต้องได้เสียงข้างมากของ “ผู้มีสิทธิออกเสียง” ประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่หากขอคำปรึกษาใช้เพียงเสียงข้างมากของ “ผู้ไปใช้สิทธิออกเสียง” ซึ่งจะเหมือนกับประชามติของ รธน. 2550
ทั้งนี้ ถ้าจะดำเนินการโดย ครม.ซึ่งแม้เป็นความปรารถนาดี แต่ก็จะอธิบายยาก ว่าหากร่าง รธน.เสนอโดย สส.หรือ สส.ร่วมกับ สว. หรือประชาชน 5 หมื่นคนแล้ว จะสามารถทำประชามติก่อนยกร่างหรือระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาได้อย่างไร เนื่องจาก รธน.ไม่ได้บัญญัติกรณีเหล่านี้ไว้ จึงต้องใช้ช่องทางอื่น
รายงานชี้ว่า ช่องทางดังกล่าวประกอบด้วย 1.เสนอร่างกฎหมายอีกหนึ่งฉบับเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติ หรือ 2.แก้เพิ่มเติม รธน.มาตรา 165 เพื่อเพิ่มเติมการทำประชามติกรณีมีการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่เข้าไป สองกรณีข้างต้นถ้าหากทำในขณะนี้ก็จะทำให้การลงมติวาระ3 โดยรัฐสภาต้องรอจนกว่าจะมีผู้เสนอร่างกฎหมายหรือร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว ซึ่งจะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาหรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี จนมีการลงพระปรมาภิไธยและบังคับใช้เป็นกฎหมาย จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ ซึ่งเป็นการขอความเห็นชอบจากประชาชนแต่เพียงว่า...สมควรจะมี รธน.ฉบับใหม่หรือไม่?







