
ก้าวข้ามความขัดแย้งสร้างวาระปฏิรูปประเทศ
หากตัดเรื่อง"เรื่องทักษิณกลับมา –อำมาตย์ออกไป-อภิสิทธิ์ยุบสภา"ออกไป การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีนัยบอกอะไรกับสังคมไทยบ้างและจะมีการต่อยอดการเคลื่อนไหวของคนชนบทอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร
หากตัดเรื่อง"เรื่องทักษิณกลับมา –อำมาตย์ออกไป-อภิสิทธิ์ยุบสภา"ออกไป การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีนัยบอกอะไรกับสังคมไทยบ้างและจะมีการต่อยอดการเคลื่อนไหวของคนชนบทอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร
โดย ทีมข่าวการเมือง
แม้ว่ายังไม่มีใครรู้ว่าการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)จะมีจุดจบอย่างไร ผลการเจรจากับรัฐบาลจะได้ตามที่คาดหวังหรือไม่ และแม้ว่าการเคลื่อนไหวระดมหลายครั้งที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้คนกรุงเทพฯอึดอัดขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้านของการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้มีหลายประเด็นที่มีการยกระดับการเมืองไทยขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพยายามก้าวข้ามการใช้ความรุนแรงและพยายามไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์เมษาเลือด
พัฒนาการที่ก้าวหน้านี้ทำให้คิดว่าหากตัดเรื่อง “เรื่องทักษิณกลับมา –อำมาตย์ออกไป-อภิสิทธิ์ยุบสภา”ออกไป การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีนัยบอกอะไรกับสังคมไทยบ้างและ รัฐไทยจะมีการต่อยอดการเคลื่อนไหวของคนชนบทจำนวนมากครั้งนี้อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนที่สุด ทั้งนี้การประชุมวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการถกเถียงเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง โดยมีสาระที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐไทยดังนี้
คำนูณ สิทธิสมาน : "ต้องกล้ายุติการเมืองล้มเหลว"
เหตุการณ์ของประเทศไทยตอนนี้อาจจะเข้าไปสู่ยุคเปลี่ยนผ่านยุคใหม่ การแก้ปัญหาในระยะสั้นในสมัยนี้จะทำให้มีบทสรุปว่าการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นจะเป็นไปแบบสันติหรือรุนแรง
สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ หาเราตัดเรื่องทักษิณและยุบสภาออกไป เราจะพบกว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ต่อเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคยต่อต้านการมีนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ต่อการระบบการเมืองที่รวมศูนย์ ดังนั้นถ้าเราดูภาพรวมทั้งหมดมีประเด็นที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพราะการเคลื่อนไหวของประชาชนไม่ว่าจะเสื้อเหลืองและแดง ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยอย่างยาวนาน ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่อย่างใด
เพราะปัญหาดังกล่าวคือปัญหาช่องว่างความไม่เป็นธรรม ปัญหาสองนคราประชาธิปไตย เป็นเรื่องระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เคยเป็นประชาธิปไตยที่เป็นจริงเพราะมีการสลับกับการเป็นเผด็จการ นักวิชาการบางคนเรียกว่าประชาธิปไตย 4 วินาที กำเนิดเผด็จการ 4 ปี เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อนปัญหาการขัดแย้งทางการเมือง ที่การเมืองไทยไม่สามารถตัดจากระบบอุปถัมภ์ที่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมระบอบประชาธิปไตย
นายกฯ เคยบอกว่า “จะยุติการเมืองที่ล้มเหลว” ซึ่งหมายถึงการเมืองไม่สามารถแก้ปัญหาของชาติ ได้ แต่น่าเสียดายที่ “การเมืองล้มเหลว” ยังอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ เห็นได้จากการวางตัวคณะรัฐมนตรีที่ไม่ใช่การจัดวางเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ ทั้งที่ประเทศมีปัญหามาอย่างยาวนาน โดยปัญหาที่น่าสะเทือนใจที่สุดในการชุมนุมของคนเสื้อแดง คือ การตายของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับบันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งหากไม่มีการชุนนุมของคนเสื้อแดงในตอนนี้กรณีจ่าเพียรจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สะเทือนการคงอยู่ของรัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะมีปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งที่สื่อมวลชนเสนอข่าวจำนวนมาก แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานก็ตาม
สิ่งต่างๆเหล่านี้รัฐบาลต้องหยิบเป็นวาระแห่งชาติ เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์พิเศษ และสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีการพูดกันบนเวทีเสื้อเหลืองและเสื้อแดง
สิ่งที่น่าอันตรายคือการที่คนเสื้อแดงเสนอคำขวัญ “สงครามไพร่ โค่นอำมาตย์” ถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะการนำเสนอเรื่องไพร่ อำมาตย์แบบนี้หากประวัติศาสตร์ส่วนตัวเห็นว่าไม่สามารถที่จะยอมรับได้ เพราะการเสนอเรื่องนี้ไปไกลและกระทบต่อความมั่นคง เพราะต่อไปจะมีการเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบใดระบอบหนึ่ง
ทั้งนี้หากรัฐบาลมุ่งมั่นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการเมือง ยุบสภา ลาออก โดยละเลยปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย ส่วนตัวเชื่อว่าวาทกรรมที่มีการเสนอเรื่องสงครามไพร่โค่นอำมาตย์จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นอันตรายมาก เห็นได้จากกรณี การขับรถชนรถถังของนายไพรวัลย์ นวมทอง กรณีการใช้ขี้วัวปาบ้านนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสองกรณีเกิดขึ้นจากความเชื่อที่บริสุทธิ์มาก หลังจากที่มีการเผยแพร่วาทกรรม “คว่ำ ล้ม โค่น”าตย์” มาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะความยากจน ความเดือดร้อน ความอยุติธรรมมีอยู่จริง และถ้าประชาชนเหล่านี้เสพข้อมูลว่า ความเดือดร้อนเหล่านี้มาจากอำมาตยาธิปไตย มาจากคนที่ทำตัวมีอำนาจซ้อนรัฐ ถ้าวาทกรรมได้รับการอัดฉีด โดยที่รัฐบาลไม่แก้ปัญหา เราจะเกิดปัญหาแบบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเกิดลัทธิปาหินเพราะรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคม
ส่วนตัวไม่มีสติปัญญาพอที่จะบอกได้ว่าจะยุติปัญหานี้ได้อย่างไร แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องดำเนินการ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการการชุมนุม และ การบริหารประเทศ โดยตระหนักว่าขณะนี้ประเทศมีความไม่เป็นธรรม มีปัญหาสองนครา มีเรื่องช่องว่างรายได้ มีปัญหาระบบอุปถัมภ์ ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน รัฐบาลต้องเป็นผู้ในการปฏิรูปประเทศ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพราะรัฐบาลมีอำนาจ
นายกฯต้องลุกขึ้นมาบอกว่าสภาพปัญหาที่เป็นปัญหารากฐาน รัฐบาลจะแก้อย่างไร อาจจะมีการแต่งตั้งบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมจัดทำวาระประเทศไทย ให้เหมือนกับในช่วงปี 2539 ที่นายมารุต บุนนาค เคยตั้งกรรมการชุด นพ.ประเวศ วะสี โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวทำงาน 8 เดือน จนได้ชุดความคิดและเป็นต้นกำเนิดรัฐธรรมนูญ 2540
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลยุบสภา และไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลอยู่ไปเรื่อยๆ แต่นายกฯต้องประกาศไปเลยว่าถ้าไม่ยุบสภาแล้วจะทำให้อะไรให้แตกต่างจากสถานการณ์ปกติ นายกฯต้องปฏิรูปตัวเองเพราะสถานการณ์ที่นายกฯเข้ามาไม่ใช่สถานการณ์ปกติแต่เป็นสถานการณ์วิกฤต รัฐบาลชุดนี้จึงมีภารกิจไม่กี่อย่าง เพื่อนำบ้านเมืองฝ่าวิกฤตไปให้ได้ ไม่ใช่บริหารประเทศเหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะหากทำแบบนี้คงไม่สามารถฝ่าวิกฤตไปได้
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญบังคับให้นายกฯมาจากส.ส.เท่านั้น แต่ไม่ได้บังคับว่ารัฐมนตรีต้องมาจากส.ส. เป็นไปได้หรือไม่ว่า เวลาที่เหลืออยู่ ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี และนายกฯต้องสรรหาคนที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหาต่างๆมาทำงาน ไม่ใช่เอาแต่บอกว่า เรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นข้อจำกัดทางการเมือง เพราะถ้านายกฯไม่ทะลวงปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่มีวันที่ข้อจำกัดนี้จะหมดไป
ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องการบริหารการชุมนุมนายกฯก็ทำไป แต่ในขณะเดียวกันนายกฯต้องอาศัยสถานภาพความเป็น “นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย” ประกาศว่า ท่านจะเป็นผู้นำ เป็นศูนย์กลางเพื่อร่วมกับประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศเพื่อปฏิรูปประเทศ
ทั้งนี้การเมืองในสภาเปลี่ยนไปมาก เพราะพรรคการเมืองมีมวลชนอยู่ข้างนอกซึ่งคือเป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตย และการที่นายกฯจะทะลวงปัญหาการเมืองที่ล้มเหลวได้ ต้องอาศัยประชาชน โดยต้องจัดคณะรัฐมนตรีให้มาบริหารวิกฤตต่างๆให้เหมาะสม แม้ว่าจะต้องขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ถึงเวลานั้นนายกฯต้องอาศัยประชาชนเพื่อบอกว่าเวลาที่เหลืออยู่ตั้งแต่นาทีนี้ ถึงต้นปีหน้า นายกฯจะเป็นตัวนำในการปฏิรูปประเทศไทยอย่างไร ซึ่งทั้งหมดของวาระที่ควรทำนั้นก็คือสิ่งที่ทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ได้เสนอไว้แต่ต่างกรรมต่างวาระกันเท่านั้น
ถ้านายกฯทำแบบนี้ มีความกล้าหาญแบบนี้ก็เชื่อว่า คนส่วนมากในประเทศพร้อมที่จะเป็นฐานให้นายกฯในการทะลุทะลวงแก้ไขปัญหาการเมืองที่ล้มเหลวมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการแบ่งโควตารัฐมนตรี เชื่อว่านายกฯจะมีฐานสนับสนุนจำนวนมาก ทั้งประชาชน และ ส.ว. นายกฯต้องทำให้เป็นรูปธรรม ไม่เช่นนั้นแล้วต่อให้สามารถยุติการชุมนุมได้ แต่ก็จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่การเสนอวาทกรรมเรื่อง “ไพร่-อำมาตย์” ยังคงอยู่ ดังนั้น การเมืองวันนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่ายุคเปลี่ยนผ่านของรัฐไทยจะเป็นไปโดยสันติหรือเป็นไปด้วยความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและภาวะผู้นำของนายกฯในขณะนี้ว่าต้องการให้บ้านเมืองเป็นไปในแบบใด
ดังนั้นนายกฯ ต้องออกจากค่ายทหารและมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ และเสนอตัวเป็นผู้เจรจา และสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการเป็นผู้นำริเริ่มตั้งกลไกที่ประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆมาร่วมกันในการปฏิรูปประเทศกันใหม่ เพราะประเทศของเรามีปัญหานานาประการจนเป็นที่มาของความขัดแย้งจนถึงทุกวันนี้ และปัญหาต่างๆ ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน
ขอย้ำว่าถ้าจะบริหารชุมนุมอย่างเดียว เชื่อว่าแม้ว่าจะผ่านวิกฤตไปได้ แต่จะไม่ใช่ผ่านไปแบบยั่งยืน เพราะต้องยอมรับว่านี่คือยุคเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย ดังนั้นการบริหารประเทศในขณะนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านโดยสันติหรือเป็นจุดเริ่มต้นความรุนแรงในอนาคต
ทั้งนี้ในการบริหารการชุมนุม นายกฯต้องชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่าอะไรคุยได้ อะไรคุยไม่ได้ เช่นเรื่องคำพิพากษาที่ผ่านศาลมาแล้ว ข้อเสนอที่กระทบต่อสถาบัน เรื่องแบบนี้คุยไม่ได้ และขอย้ำอีกครั้งอย่าคิดแต่เรื่องการแก้ปัญหาการชุมนุมก่อนเท่านั้น แต่ต้องทำการปฏิรูปประเทศไทยไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นทั้งเหลืองและแดงจะรวมกันเพื่อขับไล่รัฐบาลชุดนี้แน่นอน
สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย : "ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วม"
หลายคนคิดว่าทางออกของปัญหาในขณะนี้คือการเจรจา ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าหากจะมีการเจรจาจริงๆ ต้องมีภาคประชาชนเข้ามาด้วย เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาการเมือง ดังนั้นต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียในทางการเมืองเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจในกระบวนการนี้ด้วย นั่นคือการเจรจานอกจากจะมีคู่ขัดแย้ง ทั้งรัฐบาลและ นปช.แล้ว ต้องมีภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาจะเป็นการแก้ปัญหาของนักการเมืองเท่านั้น เหมือนกับการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรมนูญ ซึ่งในครั้งนั้นต้องเสียงบประมาณหลายล้านบาท แต่รายงานกลับถูกเก็บเข้าลิ้นชัก เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม การตั้งกรรมการสมานฉันท์ฯในตอนนั้นจึงเป็นการประนีประนอมทางการเมืองของนักการเมืองเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาครั้งนี้ เราต้องก้าวข้ามปัญหาว่าเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ นำแต่ต้องปัญหาทั้งก่อนและหลังเกิดการรัฐประหาร 2549 มาพิจารณาร่วมกัน โดยก่อนเกิดรัฐประหารที่มีการบริหารราชการแผ่นดินโดยพรรคไทยรักไทย ตอนนั้นประเทศไทยมีปัญหาการคอรัปชั่น ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาเรื่องสังคมสองมาตรฐาน ทั้งนี้การยุบสภาคงไม่ใช่ทางออก เพราะพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ว่าจะได้พรรคใดเป็นรัฐบาลความขัดแย้งก็จะยังคงอยู่ เพียงแต่มวลชนเปลี่ยนสีเสื้อเท่านั้น ดังนั้นการแก้ปัญหาร่วมกันจะต้องมีความจริงใจและเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
สิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล : "การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มแข็ง"
รัฐบาลต้องแก้ไขเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารที่ขณะนี้มีการบิดเบือนอย่างมาก และในด้านยุทธศาสตร์ต้องมีการแยกแยะประเภทมวลชน เพราะมวลชนมีหลายกลุ่ม โดยรัฐบาลควรทำบัญชีเพื่อแยกแยะมวลชนไว้ เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับที่ เหมา เจ๋อ ตุง ปลุกระดมประชาชนเพื่อแย่งอำนาจรัฐด้วยการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยแบ่งเป็น 1.รับ โดยเป็นช่วงที่มีกำลังน้อย ต้องมีการแทรกซึมทุกรูปแบบเพื่อให้ประชาชนแตกแยก ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ในสภาวะแบบนี้ 2. ยัน คือการทำลายเศรษฐกิจทุกรูปแบบ ด้วยการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอยู่เช่นกัน และ 3. การรุก คือการยึดเมือง การบีบรัฐบาล ไม่รู้ว่าจะเวลาเท่าใด
ทั้งนี้ขอเสนอว่า ให้รัฐบาลและพรรคร่วมควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อย น่าเสียดายที่ไม่มีกฎหมายการชุมนุมสาธารณะออกมาทำให้คนผิดไม่ถูกลงโทษ ดังนั้น ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ความยืดหยุ่นของเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิดใครมีเจตนาร้าย และขอให้รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งอย่าให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทั้งนี้การยุบสภาไม่ใช่ทางออก เพราะยังหาเสียงไม่ได้ การยุติการเมืองที่ล้มเหลวในตอนนี้ทำได้โดยขอให้พรรคร่วมรัฐบาล ทหาร ประชาชน ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ : แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
วันนี้เราต้องก้าวไปให้ไกลกว่าเรื่องตัวบุคคล ไม่เช่นนั้นเราจะไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง นั่นคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีการรวมอำนาจเข้ามาอยู่กับคนไม่กี่คนซึ่งไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็นอำมาตย์ หรือที่เรียกว่า “อภิชนาธิปไตย” ที่มีอำนาจอยู่เหนือรัฐ มีการผูกขาดเศรษฐกิจที่ไม่กระจายลงไปชั้นล่าง ทำให้ผู้ค้ารายย่อยเดือดร้อนพลเมืองไม่มีโอกาสสถาปนาตัวเองในทางเศรษฐกิจ การไม่สามารถเข้าถึงที่ดินและทรัพยากรเป็นสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะการกระจายทรัพยากรไม่มีอยู่จริง และยังมีการครอบงำความคิดผ่านสื่อด้วย ซึ่งใครที่สามารถกุมสื่อได้ ก็สามารถสร้างวาทกรรมครอบงำสังคมได้
ทั้งนี้ไม่อยากให้มองว่าผู้ที่มาชุมนุมต้องการล้มเจ้า หรือเป็นพวกคอมมิวนิสต์ และคิดจะปราบปรามเพราะการใช้ความรุนแรงไม่มีทางสำเร็จแน่ แต่ต้องใช้การเมืองนำการทหาร แต่ก็เชื่อว่าความขัดแย้งยังคงอยู่เพราะชนชั้นนำไม่อยากให้มีการกระจายทรัพยากรอย่างแท้จริง และยังผลักให้คนชั้นล่าง และชนชั้นกลางกลายเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรม กระทั่งคนจนต้องต่อรองกับชนชั้นนำผ่านการเลือกตั้ง เพราะต้องการให้มีการกระจายอำนาจรัฐลงสู่ประชาชนให้มากที่สุด ไม่ใช่กองรวมอยู่ที่ กรม กระทรวง หลังที่เกิดการรัฐประหารและมีการเลือกตั้ง คนที่กุมอำนาจยังเป็นคนที่โกงในสมัยนั้นเพราะเป็นกฎวิทยาศาสตร์ ยิ่งกดยิ่งต้าน ทั้งนี้กฎของโลกจะเกิดความสมดุลได้ต้องการฆ่าฟันแต่ตนเองไม่ต้องการเห็นแบบนั้น ดังนั้น สิ่งที่รัฐต้องทำคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตามไม่เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะปฏิรูปประเทศได้ เพราะคนในรัฐบาลไม่อยากเปลี่ยน เห็นได้จากเรื่องกฎหมายภาษีก้าวหน้า ที่มีการประกาศมานานแล้วแต่ยังไม่สามารถออกมาเป็นรูปธรรมได้
ถ้ารัฐบาลสามารถดูแล ชนชั้นล่างและชนชั้นกลางได้ ก็จะสามารถป้องกันการทำสงครามไพร่ได้ ดังนั้น จึงอยากให้นายกฯ ระดมผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการมาร่วมพูดคุยกัน เพื่อหาทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถแก้ไขเรื่อง สงครามไพร่ได้
สมชาย แสวงการ : ลดเหลื่อมล้ำรายได้
การเจรจากับผู้ชุมนุมคงไม่สามารถทำได้ การยุติปัญหานายกฯต้องเข้าไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ และเรื่องสองมาตรฐาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งเกิดในรัฐบาลชุดนี้แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว ดังนั้นต้องมีการปฏิรูปประเทศไทย หรือที่เรียกว่า “Change Thailand” เหมือนกับประเทศอเมริกา อินเดีย ที่มีกำลังมีการปฏิรูปประเทศอยู่ในตอนนี้ โดยนายกฯ ควรเชิญ กลุ่มนักวิชาการ ผู้นำเหล่าทัพ อดีตนายกรัฐมนตรี มาร่วมกันแก้ปัญหา โดยนายกฯต้องเป็นเจ้าภาพเพื่อกำหนดประเทศไทยอีก 10 ปี ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตามเรื่องการชุมนุมนั้น แกนนำต้องลดคำหยาบคาย ปลุกปั่น บิดเบือน โดยเฉพาะคำว่า “ไพร่ – อำมาตย์” เพราะ 2 คำนี้ยกเลิกตั้งแต่การเลิกทาสสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว อย่าปลุกผีคอมมิวนิสต์กันอีกเลย ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดสงครามกลางเมือง แบ่ง เหนือ ใต้ ได้เพราะเราเห็นบทเรียนในหลายๆ ประเทศมาแล้ว เพราะคำว่า “ไพร่ –อำมาตย์” สำหรับแกนนำคนเสื้อแดง โดยเฉพาะผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง มีความหมายมากกว่าองคมนตรี ดังนั้นขอร้องงว่าอย่าทำสงครามให้เลยเถิดเกินไป
แกนนำการชุมนุมต้องแสดงให้ชัดเจนว่าท่านเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมของสังคม โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง เรื่องทักษิณ ไม่ใช่เอาสองเรื่องมาปนกัน ทั้งนี้แดงล้มเจ้ามีอยู่จริงแต่แกนนำต้องพิสูจน์ให้เห็นชัดจะต้องเลิกสังฆกรรมกับคนเหล่านี้ เชื่อว่าหากแกนนำคนเสื้อแดงสามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาดังกล่าวได้ เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากคนทั่วไปแน่นอน







