posttoday
ชูโมเดลประชามติ คะแนน2ใน3ชี้ชะตารธน.

ชูโมเดลประชามติ คะแนน2ใน3ชี้ชะตารธน.

13 ธันวาคม 2555

เกมแก้รัฐธรรมนูญเริ่มพลิก หลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจหันหัวเรือรัฐบาลไปพึ่งเสียง “ประชามติ”

เกมแก้รัฐธรรมนูญเริ่มพลิก หลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจหันหัวเรือรัฐบาลไปพึ่งเสียง “ประชามติ”

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

เกมแก้รัฐธรรมนูญเริ่มพลิก หลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจหันหัวเรือรัฐบาลไปพึ่งเสียง “ประชามติ” ก่อนเดินหน้าลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 พร้อมกับที่คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำโดย “โภคิน พลกุล” มีมติรับลูกรัฐบาล โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดให้มีการออกเสียงประชามติได้ก่อนโหวตวาระ 3 โดยใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 165

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 165 เป็นเพียงกรอบโดยกว้างเท่านั้น แต่หากพิจารณาตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ในการจัดทำประชามติ กำหนดไว้ชัดเจนว่า “...การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง และมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

ตีความได้ว่า “ประชามติ” ต้องเดินเกม 2 ขยัก ขยักแรก คือ ต้องให้ผู้มีสิทธิทั้งประเทศออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่ง และขยัก 2 คือ ในจำนวนกึ่งหนึ่งนี้เองต้องมีผู้ออกเสียงเห็นด้วยกว่ากึ่งหนึ่ง จึงจะสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้

ชูโมเดลประชามติ คะแนน2ใน3ชี้ชะตารธน.

 

ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปรากฏการณ์ “หืดขึ้นคอ” ของพรรคเพื่อไทย ว่า จะเจองานหินตรง “ขยักแรก” ที่ต้องให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่ง คือ 23 ล้านคน จากจำนวน 46 ล้านคนของผู้มีสิทธิทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าไม่ควรมองตัวเลข 46 ล้านคน แต่ควรยึดตามจำนวนผู้ที่เคยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. 2554 ที่พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิจำนวน 35 ล้านคนเท่านั้น ดังนั้นในจำนวน 46 ล้านคน จึงเท่ากับหายไปแล้ว 11 ล้านเสียง

จุดนี้เอง ไชยันต์ มองว่า หากทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเสียงเลือกตั้งอยู่ถึง 11 ล้านเสียง ผนึกกำลังกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี และสารพัดศัตรูของรัฐบาล ปลุกประชาชนไม่ให้มาออกเสียงประชามติ ยอดของขยักแรกที่ต้องใช้ 23 ล้านเสียง อาจเป็นเรื่องยากของพรรคเพื่อไทยที่มีฐานเสียงสนับสนุนเพียง 15 ล้านเสียงเท่านั้น

“ต่อให้รวมกับเสียงพรรคร่วมรัฐบาลอีกล้านกว่าเสียง ก็ยังถือว่าสำเร็จยาก ดังนั้นกลุ่ม ‘พลังเงียบ’ ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ รวมถึงคนที่ไม่สนใจการเมือง เป็นกลุ่มคนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นรัฐบาลจะใช้เวลาก่อนทำประชามติรณรงค์ให้พลังเงียบกลุ่มนี้เห็นความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางของรัฐบาลได้อย่างไร เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง”

อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ ชี้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระสำคัญของชาติ และเป็นวิกฤตความขัดแย้งฝังรากลึกในสังคมทุกระดับ เขาจึงเสนอโมเดลใหม่ภายใต้หลักการที่เห็นว่าในเมื่อเป็น “เรื่องพิเศษ” ก็ต้องใช้ “เสียงพิเศษ”

“ผมเสนอให้ลงประชามติโดยยึดเสียง 2 ใน 3 ของประชาชนเป็นตัวตัดสินว่าจะตัดสินใจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ เพราะเสียงเกินกึ่งหนึ่งไม่เพียงพอการชี้ขาดเรื่องรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากใช้เกณฑ์ 2 ใน 3 จะได้ไม่เกิดปรากฏการณ์เหมือนการโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ถูกโจมตีว่าชนะเพียงเฉียดฉิว และถึงแม้จะชนะ แต่ยังมีเสียงข้างน้อยอีกจำนวนมากที่ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้อยู่ใต้เงาเผด็จการ” นักวิชาการจุฬาฯ ระบุ

ไชยันต์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า หากใช้เกณฑ์ข้างต้นก็จำเป็นต้องมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ให้ยึดจำนวนเสียง 2 ใน 3 ของผู้ออกมาใช้สิทธิ โดยอาจกำหนดให้เป็นเกณฑ์ที่ใช้เฉพาะการลงมติต่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ทั้งนี้คาดว่าหากใช้เกณฑ์ใหม่ที่ว่า โดยยึดตามตัวเลขผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35 ล้านคน เมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทยจะต้องได้เสียงสนับสนุนประมาณ 23 ล้านเสียง (2 ใน 3 ของ 35 ล้านคน) เพื่อเห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

โมเดลนี้ “เขา” วิเคราะห์ว่า เป็นปรากฏการณ์สุดหิน ไม่ต่างจากเกณฑ์เดิมที่ต้องระดมคนถึงเป้า 23 ล้านเสียง ให้ออกมาใช้สิทธิในขยักแรก แต่เจ้าตัวยืนยันว่า ถึงแม้จะเหนื่อยพอกัน แต่ผลที่ได้รับจะได้รับความชอบธรรมมากกว่า เพราะได้เสียงประชาชนถึง 2 ใน 3 ที่เห็นด้วยกับการเลิกใช้รัฐธรรมนูญ 2550 และยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท