
ครม.ห่วง ‘เงินเฟ้อ’
ครม.ห่วงเงินเฟ้อ สั่ง“สศช.” ติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ-เศรษฐกิจให้ ครม.ทราบทุกเดือน
ครม.ห่วงเงินเฟ้อ สั่ง“สศช.” ติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ-เศรษฐกิจให้ ครม.ทราบทุกเดือน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2556 แล้ว โดยกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสระหว่าง 0.5-3% ต่อปี เช่นเดียวกับเป้าหมายนโยบายการเงินประจำปี 2555 และ ครม.สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทุกเดือน
นอกจากนี้ ครม.ยังได้มอบหมายให้ สศช.ติดตามและรายงานอัตราเงินเฟ้อให้ ครม.รับทราบทุกเดือน เพื่อ ครม.จะได้เตรียมมาตรการรับมือได้ทันท่วงที หากอัตราเงินเฟ้อเกินกว่ากรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ดี ครม.ไม่ได้ระบุว่าสาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาจากการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศหรือไม่
ทั้งนี้ ครม.เห็นว่าหากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเคลื่อนไหวออกนอกช่วงเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ ให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชี้แจงสาเหตุแนวทางแก้ไขและระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะกลับเข้าสู่ช่วงที่กำหนดไว้โดยเร็ว รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร
“นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้ สศช.จัดทำรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2555 และการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2556 และรายงานให้นายกฯ ทราบ” นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
นพ.ทศพร กล่าวว่า ครม.มีมติมอบหมายให้ สศช.จัดทำรายงานภาวะเศรษฐกิจ โดยนำเสนอข้อมูลหลักๆ 5 ด้าน คือ การบริโภค การส่งออก การลงทุนภาครัฐและเอกชน การใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงาน และอัตรากำลังคนภาครัฐ โดยให้เสนอ ครม.ทุกๆ เดือนในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สำนักงบประมาณให้ความเห็นประกอบการพิจารณาในครม.ว่า สำนักงบประมาณเห็นด้วยกับการกำหนดกรอบอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 0.5-3%
อย่างไรก็ดี แต่ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสะท้อนถึงค่าครองชีพที่แท้จริงของประชาชน กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ควรพิจารณานำอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยรายปีเป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินในระยะต่อไป เมื่อความเสี่ยงสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลกลดลง และเศรษฐกิจรองรับโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ได้แล้ว
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เห็นด้วยกับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายดังกล่าว เพราะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการกำกับควบคุมราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สร้างความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ถึงภาวะเงินเฟ้อในช่วงนี้จะไม่น่าห่วง แต่ ธปท.ยังต้องติดตามดูปัจจัยที่จะมีผลต่อทิศทางแนวโน้มเงินเฟ้อในปี 2556 ที่อาจจะมีผลให้กรอบเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 0.53% คือ นโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ของรัฐบาล ผลต่อการปรับค่าจ้าง 300 บาท รอบสองที่มีผลให้ปรับขึ้นทั่วประเทศในต้นปีหน้านี้ ว่าภาคเอกชนจะสามารถปรับตัวรับต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นได้เหมือนครั้งแรกหรือไม่ เพราะถ้าต้นทุนค่าจ้างสูงขึ้นมันอาจจะส่งผลต่อราคาขายสินค้า
นอกจากนั้น ยังมีภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจจะมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาพลังงาน ราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยหากเศรษฐกิจโลกดีขึ้นราคาน้ำมันอาจจะปรับสูงขึ้นมากกว่าปัจจุบัน และการใช้จ่ายมาตรการกระตุ้นภาครัฐในประเทศที่สูงขึ้น ถ้ากระตุ้นดีเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ก็มีผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น







