posttoday
เข้าใกล้หน้าผา

เข้าใกล้หน้าผา

11 ธันวาคม 2555

พักนี้นักวิชาการหรือใครต่อใครแสดงความเป็นห่วงปัญหาหน้าผาการคลัง หรือ Fiscal Cliff ที่อเมริกา แต่ยอมรับว่าเป็นห่วงหน้าผาแบบเดียวกันที่เมืองไทยมากกว่า

พักนี้นักวิชาการหรือใครต่อใครแสดงความเป็นห่วงปัญหาหน้าผาการคลัง หรือ Fiscal Cliff ที่อเมริกา แต่ยอมรับว่าเป็นห่วงหน้าผาแบบเดียวกันที่เมืองไทยมากกว่า

 

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

พักนี้นักวิชาการหรือใครต่อใครแสดงความเป็นห่วงปัญหาหน้าผาการคลัง หรือ Fiscal Cliff ที่อเมริกา แต่ยอมรับว่าเป็นห่วงหน้าผาแบบเดียวกันที่เมืองไทยมากกว่า

ผมไม่ได้กำลังบอกว่า ขณะนี้เมืองไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าผาการคลังเหมือนสหรัฐ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือขณะนี้เรากำลังเดินใกล้หน้าผาเข้าไปทุกวันหรือไม่ต่างหาก

ประเด็นนี้ถ้าดูที่มาของหน้าผาการคลังของอเมริกาจะเห็นภาพอะไรหลายอย่างที่ดูเหมือนว่าเรากำลังเดินตามแนวถนนเดียวเข้าสู่หน้าผาเหมือนสหรัฐ เพราะคำว่า หน้าผาการคลัง หรือ Fiscal Cliff นั้น หมายถึงประเทศใดประเทศหนึ่งสูญเสียพลังทางเศรษฐกิจอย่างกะทันหัน เนื่องจากมาตรการทางการคลังต่างๆ ที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องหยุดลง เนื่องจากฐานะการคลังของประเทศไม่สามารถที่จะรับภาระต่อไปได้ โดยเฉพาะถ้ามาตรการต่างๆ ที่ว่าถูกนำออกมาใช้ในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำกำลังมีปัญหา และต้องอิงการใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวกระตุ้น

โดยปกติเมื่อเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ การลงทุนภาคเอกชน การบริโภคของประชาชน และการส่งออกของประเทศชะลอตัวลง รัฐบาลมักจะงัดมาตรการทางการคลัง เช่น การเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน และการบริโภคภาครัฐ ลดภาษีให้ภาคธุรกิจและประชาชน เพื่อเพิ่มอำนาจการใช้จ่ายออกมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหวังว่าเมื่อใช้มาตรการกระตุ้นเหล่านี้แล้ว จะทำให้ภาคธุรกิจลงทุนเพิ่มขึ้น ประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นที่จะใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยหวังว่าจะลดการพึ่งพาอาศัยรายได้จากการส่งออกลง เพื่อซื้อเวลารอให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เพื่อให้เศรษฐกิจทั้งระบบขยายตัว รัฐบาลเสียภาษีได้เพิ่มขึ้น มีรายได้พอที่จะนำไปชำระหนี้และจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่รัฐบาลก่อขึ้น เพื่อหาเงินไปใช้จ่ายหรือชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการลดภาษีให้ภาคธุรกิจและประชาชน

คำถามคือ ถ้ากระตุ้นแล้วเศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้าหมายที่ต้องการ อะไรจะเกิดขึ้น

คำตอบคือ รัฐบาลก็ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นต่อไปเพื่อใช้จ่าย ลงทุน ชำระคืนเงินกู้และจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ที่กู้มา

ถามต่อไปว่า ถ้ากู้ต่อไปแล้วจะเป็นอย่างไร เสียหายตรงไหน คำตอบก็คือ ไม่เสียหายหรอก ถ้าตราบใดที่ยังกู้ได้แค่หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้น จนวันหนึ่งเมื่อผู้ให้กู้ขาดความเชื่อมั่นว่าผู้กู้สามารถที่จะชำระหนี้ได้ เขาก็จะเรียกหนี้คืน หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้กู้เพิ่ม ตอนนั้นจะไม่มีเงินที่จะใช้หมุนเวียนใช้จ่ายหรือชำระหนี้คืน

ทีนี้แหละครับ รัฐบาลจะเริ่มสำนึกตัวว่ากำลังยืนอยู่บนหน้าผาการคลัง ถอยก็ไม่ได้ เดินหน้าต่อไปก็ตกหน้าผาตาย ทั้งนี้เพราะถ้าจะหาเงินมาใช้หนี้ ก็ต้องลดค่าใช้จ่าย เพราะรายได้จากภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย ดอกเบี้ย และภาระหนี้หาเงินมาคืนเงินกู้ให้เจ้าหนี้ แต่ถ้าลดค่าใช้จ่ายโดยยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบทั้งในโครงการประชานิยมและไม่นิยมทั้งหลาย เศรษฐกิจก็จะหยุดชะงักการเติบโต หรือที่ร้ายไปกว่านั้นคือหดตัวลงกะทันหัน รายได้ของรัฐบาลจะยิ่งลดลง เพราะเก็บภาษีได้น้อยลง ปัญหาเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วจะยิ่งเลวร้ายลง ประชาชนไม่มีงานทำ ปัญหาทางการเมืองและสังคมก็จะตามมานอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจ

เพราะฉะนั้น ยิ่งรัฐบาลอัดฉีดเงินหรือดำเนินมาตรการทางการคลังทั้งหลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าไร ถ้าจำเป็นต้องยุติมาตรการต่างๆ เหล่านั้นลง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศก็จะรุนแรงยิ่งขึ้นเพียงนั้น เพราะภาคเอกชนไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ ประชาชนคุ้นเคยกับการได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการประชานิยมที่รัฐมอบให้ ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะเข้ามายืนอยู่บนหน้าผาการคลัง

ส่วนรัฐบาลเองก็จะอยู่ในสถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหลายที่ทำมาก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ประชาชนไม่ยอมรับ ครั้นจะทำต่อไปก็ไม่มีเงินจะทำ เพราะรายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันค่าใช้จ่าย จะกู้เงินมาใช้ต่อไปก็ไม่มีใครให้กู้ มีแต่คนมาทวงหนี้คืน ท้ายที่สุดอาจเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว คือ ขอให้คนอื่นช่วย เผื่อโชคดีจะมีใครช่วย เพราะกลัวว่าโรคการใช้จ่ายเกินตัวนี้จะติดต่อลุกลามมาถึงเขา หรือไม่องค์การระหว่างประเทศที่มีหน้าที่ดูแลปัญหานี้ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ อาจเข้ามาช่วย โดยกำหนดเงื่อนไขสารพัดเพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาและเจ้าหนี้อื่นๆ จะได้รับชำระหนี้คืน

ศัพท์คำว่า หน้าผาการคลัง เป็นศัพท์ที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนปัจจุบันบัญญัติขึ้น เพื่อเรียกสถานะเศรษฐกิจของสหรัฐปลายปีนี้ว่า รัฐบาลจะต้องยุติมาตรการทางการคลังที่รัฐบาลสหรัฐหลายรัฐบาลทำมา เช่น การลดภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา การให้เครดิตภาษีเพื่อการลงทุน ภาษีคู่แต่งงาน ฯลฯ การเพิ่มเงินสวัสดิการให้ผู้ไม่มีงานทำ ค่าใช้จ่ายในโครงการประกันสุขภาพบางประเภท ฯลฯ ซึ่งจะหมดอายุลงปลายปีนี้

เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ กล่าวคือ ถ้ายกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหลายกะทันหันภายในปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐก็จะตกเหว เพราะถ้าไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อโดยยกเลิกมาตรการเดิมทั้งหมด เม็ดเงินประมาณ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอเมริกาลดลงครึ่งหนึ่งจาก 2% เหลือ 1% และทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้นจาก 8.5% เป็น 10% สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการตัดสินใจว่าจะยกเลิกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดหรือบางส่วนหรือไม่ เพราะขณะนี้สหรัฐมีหนี้สาธารณะสูงถึง 100% ของจีดีพี และรัฐบาลได้ก่อหนี้เต็มเพดานเงินกู้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนต้องปรับเพดานเพิ่มขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะต้องปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐลง การพิจารณาเรื่องเพดานหนี้จะครบกำหนดในเดือน มี.ค.ปีหน้า การตัดสินใจว่าจะลดการใช้จ่ายลงหรือไม่ จึงจะมีผลกระทบต่อความสามารถในการก่อหนี้ของภาครัฐในปีต่อไปด้วย

ที่แน่ๆ คือ รัฐบาลสหรัฐจึงยืนอยู่ริมหน้าผาการคลังที่ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เศรษฐกิจตกเหว แต่ที่ไม่แน่คือ ไม่มีใครรู้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ห่างปากเหวแบบเดียวกับสหรัฐมากน้อยเพียงใด ดูเหมือนว่าเราได้ดำเนินนโยบายการคลังทุกอย่างไม่แตกต่างกว่ารัฐบาลสหรัฐในอดีตเท่าไหร่ ต่างกันเพียงแค่ขนาดของการใช้จ่ายเท่านั้น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท