
GDP ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยแค่ไหน
หลายๆคนในประเทศนี้คงอยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและทัดเทียมนานาประเทศ
หลายๆคนในประเทศนี้คงอยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและทัดเทียมนานาประเทศ
โดย...ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
หลายๆคนในประเทศนี้คงอยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและทัดเทียมนานาประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยควรวางแผนการพัฒนาประเทศโดยมองอย่างรอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่ไปกับการร่วมมือกันของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
เมื่อมองหนทางพัฒนาเศรษฐกิจสู่ความแข็งแกร่ง ลำดับแรกเราควรทำความเข้าใจกับคำว่า“แข็งแกร่ง”ให้ถ่องแท้ เศรษฐกิจที่แข็งแรงหรือแข็งแกร่งนั้นควรมีลักษณะอย่างไร
คำตอบหนึ่งที่อยู่ในความคิดหลายๆ ท่านคงหนีไม่พ้นประโยคที่ว่า เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งควรเป็นเศรษฐกิจที่เติบโต ยิ่งเศรษฐกิจเติบโตมากเท่าใดก็ยิ่งดีต่อประเทศมากเท่านั้น
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ เพราะในความจริงยังต้องมีองค์ประกอบสำคัญอื่นๆ เข้ามาผสมผสานสร้างสรรค์เศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
ผมขอเรียนว่ายังมีอีก 3 องค์ประกอบ ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจไทยได้นอกจากการเติบโตของเศรษฐกิจ
องค์ประกอบแรก คือ ความสมดุลหรือความมีเสถียรภาพ องค์ประกอบที่สอง คือ การเติบโตอย่างมีพัฒนาการเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และองค์ประกอบสุดท้าย คือ การเติบโตต้องมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน ด้วยการกระจายโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานให้กับประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง
แม้การเติบโตของเศรษฐกิจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่ง แต่หากขาดการเติบโตแล้ว คงไม่สามารถบอกได้ว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง หากให้ลองนึกถึงเครื่องชี้ที่สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจ คำตอบหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดแวบแรกของหลายๆ ท่าน คงหนีไม่พ้นเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจตัวสำคัญของประเทศที่เรียกกันว่าGDPหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product)
ที่ทุกคนนึกถึงGDPก่อน ก็เพราะว่าGDPเป็นเครื่องชี้ที่ใช้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก โดยวัดจากผลรวมของมูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตได้ภายในประเทศไทยในรอบระยะเวลาหนึ่ง เช่น ใน1 ไตรมาสหรือ 1 ปี ซึ่งตัวเลขGDPนี้ นักเศรษฐศาสตร์มักใช้วิเคราะห์คู่กับเครื่องชี้อีกตัวหนึ่งที่มีชื่อคล้ายๆ กัน คือGNPหรือGrossNational Productซึ่งเป็นเครื่องชี้ที่ใช้วัดผลรวมของมูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตได้ แต่นับเฉพาะที่ผลิตได้โดยคนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม
ตัวเลขGDPและGNPไม่ได้แตกต่างกันมากนักทั้งในแง่ของระดับหรืออัตราการขยายตัว ในทางปฏิบัติจึงมักใช้GDPซึ่งมีความเป็นสากลมากกว่าเพียงตัวเดียว
จากข้อดีที่GDPสามารถช่วยในการเปรียบเทียบการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ได้ ทำให้GDPมักเป็นตัวเลขสำคัญที่ถูกใช้ประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เนื่องจากGDPมีหลักการและวิธีการคำนวณที่มีมาตรฐานชัดเจนและถือปฏิบัติกันเป็นสากล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ทุกประเทศต่างต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับสูง แต่ละประเทศล้วนต้องการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศตนให้ดีขึ้น
การเปรียบเทียบการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนต่างชาติกำลังตัดสินใจว่าจะลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศใด ไทย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม ปัจจัยแรกที่จะเป็นจุดเด่นในสายตาของนักลงทุนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
นอกเหนือไปจากการดูถึงคุณภาพของแรงงาน หรือกฎระเบียบต่างๆ ในการลงทุน คงหนีไม่พ้นGDPเพราะGDPสามารถเปรียบเทียบการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้รวมหรือกำลังซื้อของประชากรในประเทศนั้นๆ ได้
นอกจากนี้GDPไม่ได้มีประโยชน์ต่อเพียงภาคเอกชนเท่านั้นGDPยังเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายของภาครัฐเช่นกัน เนื่องจากองค์ประกอบของGDPสามารถบอกลักษณะโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ยกตัวอย่างในกรณีของประเทศไทยประมาณครึ่งหนึ่งของGDPเป็นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน
ในขณะที่สัดส่วนของการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มลดลงจากในอดีต ดังนั้นGDPจึงเป็นเครื่องชี้ตัวหนึ่งที่ภาครัฐสามารถใช้ประกอบการวางนโยบาย เพื่อพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้
การวิเคราะห์ภาพเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถวิเคราะห์เศรษฐกิจได้ถูกต้อง ชัดเจน และสนับสนุนการตัดสินใจในการดำเนินนโยบาย รวมทั้งการดำเนินธุรกิจของเอกชนให้เกิดขึ้นได้อย่างรอบคอบและเหมาะสมยิ่งขึ้น
การวัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย หากมองย้อนอดีตจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ขยายตัวได้ในเกณฑ์ที่ดี แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ในมุมของเศรษฐกิจ GDP ที่ขยายตัวไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเศรษฐกิจจะแข็งแกร่งได้
ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลองค์ประกอบภายในของเศรษฐกิจที่ไม่ได้สะท้อนจากตัวเลข GDP โดยเฉพาะองค์ประกอบสำคัญทั้ง 3 ด้าน ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างสมบูรณ์
องค์ประกอบเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจคือ ความสมดุลของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งคำว่า สมดุล หมายถึงเศรษฐกิจที่เติบโตจะต้องไม่มาพร้อมกับแรงจูงใจให้มีการเก็งกำไร ไม่สร้างให้ธุรกิจหรือครัวเรือนก่อหนี้จนเกินตัว หรือสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่ออย่างหละหลวม
นอกจากนี้ ยังหมายถึงทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจจะต้องมีการเติบโตอย่างเข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ภาคเศรษฐกิจหนึ่งถดถอย เราก็จะมีอีกภาคเศรษฐกิจหนึ่งที่สามารถประคับประคองให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้นักลงทุน,เอกชน
จากอดีตสู่ปัจจุบันจะเห็นว่าประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคของเราต่างเรียนรู้จากวิกฤตและพลิกมันกลับเป็นประสบการณ์ ด้วยการปรับตัวโดยลดการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศมาสู่ตลาดในประเทศมากขึ้น จนสามารถช่วยกันพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านมาได้ในระดับหนึ่ง
ปัจจุบันประเทศไทยมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพการผลิตอยู่ในระดับใดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เครื่องชี้พื้นฐานหนึ่งที่สามารถใช้พิจารณาได้ คือ GDP per capita หรือระดับรายได้ต่อคนที่บ่งบอกถึงความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่ประชากรหนึ่งคนในประเทศผลิตได้ ซึ่งเครื่องชี้นี้อาจขัดแย้งกับระดับของมูลค่า GDP ที่มักจะถูกหยิบยกมาใช้เป็นตัวชี้วัดพัฒนาการของประเทศด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ตัวอย่างเช่น จากการจัดอันดับของ IMF
ในปี 2011 ขนาดของเศรษฐกิจไทยที่วัดจากระดับมูลค่า GDP จะใหญ่เป็นอันดับที่ 31 ของโลกจาก 183 ประเทศ แต่หากดูระดับพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ซึ่งวัดได้จาก GDP per capita ตัวนี้แล้วอันดับของไทยจะตกไปอยู่ที่ 90 ของโลก
นอกจาก GDP per capita แล้วเรายังสามารถติดตามการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้จากการสำรวจของสถาบันการจัดอันดับการแข่งขันที่ชื่อว่า IMD World Competitiveness และ The Global Competitiveness Report เพื่อบ่งชี้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลการสำรวจล่าสุดที่ประกาศไปเมื่อสิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าจากทั้งหมด 59 ประเทศที่ทางสถาบันฯ ได้สำรวจอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงมาอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 27 ในปีก่อน และมีอันดับแย่ลงในทุกด้าน
การพิจารณาว่าประเทศมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงใด จึงต้องพิจารณาข้อมูลอื่นที่สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศประกอบด้วย เพราะนั่นจะเป็นตัวที่กำหนดจุดยืนของประเทศว่าในระยะยาวแล้วไทยจะอยู่อันดับที่เท่าไรของโลก
นอกจากนี้ ในปี 2015 หรืออีกเพียง 2 ปีเศษข้างหน้า เราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ไทยยิ่งต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากที่จะไม่ให้ตกขบวนรถไฟ พร้อมทั้งต้องเพิ่มจุดแข็งให้แก่ประเทศควบคู่กันไป
เราอาจต้องเริ่มติดเครื่องพัฒนาศักยภาพของประเทศตั้งแต่วันนี้ โดยจะต้องไม่มองเพียงแต่ว่าเราแข่งกับตัวเองเท่านั้น แต่ควรมองประเทศอื่นอย่างรอบด้าน เพราะในระยะต่อไปการแข่งขันระหว่างประเทศจะมีความเข้มข้นมากขึ้น







