posttoday
หยั่งกระแสเลี้ยงเชื้อ

หยั่งกระแสเลี้ยงเชื้อ

11 ธันวาคม 2555

เข้าสู่ช่วง “วัดใจ” รัฐบาลอีกครั้ง ณ จุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอดูจังหวะว่าจะลุยแบบสุดตัวต่อไปหรือไม่

เข้าสู่ช่วง “วัดใจ” รัฐบาลอีกครั้ง ณ จุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอดูจังหวะว่าจะลุยแบบสุดตัวต่อไปหรือไม่

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

เข้าสู่ช่วง “วัดใจ” รัฐบาลอีกครั้ง ณ จุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอดูจังหวะว่าจะลุยแบบสุดตัวต่อไปหรือไม่ เมื่อทุกก้าวย่างล้วนเต็มไปด้วยความเสี่ยง หากพลาดพลั้งนอกจากจะทำให้ทุกสิ่งที่เริ่มต้นเอาไว้อย่างยากลำบากต้องพังทลายลงไปในพริบตาแล้ว ที่สำคัญยังอาจบานปลายไปสู่การ “ถอดถอน” หรือ “ยุบพรรค” ต่อไป

การส่งสัญญาณลุยโดยอาศัยจังหวะครบรอบ 80 ปี วันรัฐธรรมนูญ เปิดหารือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา และพลังชล วานนี้ จึงเหมือนการขยับเดินหน้าอีกก้าวแบบกึ่งๆ “หยั่งกระแส” เพื่อฟังเสียงสังคมอีกครั้ง ก่อนจะลุยแบบเต็มตัว

โดยได้ผลสรุปเบื้องต้นเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน 3 ข้อ คือ 1. จะร่วมกันพิทักษ์รักษา ส่งเสริม สนับสนุน และธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จะต้องมีที่มาจากประชาชน โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำตั้งแต่การยกร่างจนถึงการให้ความเห็นชอบ

3.รัฐธรรมนูญ ต้องมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของทุกองค์กรอย่างเต็มที่ มีการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ยิ่งพิจารณาใจความสำคัญตามแถลงการณ์พรรคร่วมรัฐบาล ล้วนแต่ตอกย้ำ “เป้าหมาย” ที่ต้องการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถือเป็นผลพวงจากรัฐประหาร ซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่ส่งเสริมระบบพรรคการเมือง ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งการได้มาซึ่งบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ ก็ขาดการเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น

พร้อมเดินเกมคู่ขนานผ่านกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ใช้โอกาสเดียวกันนี้ จัด “แรลลีโค่นอำมาตย์ สถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน” เคลื่อนขบวนเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลช่วยโหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 โดยเคลื่อนขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า ผ่านรัฐสภา ก่อนเคลื่อนต่อไปที่พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีโดยผ่าน “สุพร อัตถาวงศ์” แกนนำเสื้อแดงที่ทำหน้าที่รองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และไปปักหลักปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

สอดรับกับสัญญาณลุย!!! จากคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี “โภคิน พลกุล” เป็นประธาน ได้มีมติสั่งเดินหน้าลงมติวาระ 3 ด้วยเหตุผลว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ลงมติวาระ 3 ใน 15 วัน นับจากการลงมติวาระ 2 ไม่เช่นนั้นสมาชิกรัฐสภา ทั้ง สส.สว. อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

พร้อมหาทางออกเบื้องต้นกับปมปัญหาสำคัญ ด้วยการทำ “ประชามติ” ในช่วงหลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นตามขั้นตอนหลังการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แต่กระนั้น เมื่อดูรายละเอียดที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ กลับไม่สามารถฟันธงชัดเจนว่าจะเดินหน้าลุยแก้รัฐธรรมนูญด้วยการลงมติ “เห็นชอบ” ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เปิดทางให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไป เป็นเพียงท่าทีเหมือนการเลี้ยงเชื้อ

เมื่อลึกๆ แล้ว “เพื่อไทย” ยังเป็นห่วงเงื่อนไขสำคัญอย่างการทำประชามติรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้

“เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

นี่จึงทำให้พรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากท่วมท้นร่วม 300 เสียง ไม่อาจดึงดันเดินหน้าได้แบบมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเวลานี้ฝ่ายคัดค้านที่ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาขู่ว่าจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากยังจะเดินหน้าลงมติวาระ 3

ยิ่งในบรรยากาศที่สังคมส่วนใหญ่ยังเคลือบแคลงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุด “นิด้าโพล” ที่กลุ่มตัวอย่าง 39.84% ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอาจจะเกิดความขัดแย้งตามมา และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองบางกลุ่มมากกว่าประชาชนหรือประเทศชาติ ขณะที่ 34.10% เห็นด้วย เพราะมีบางมาตราที่ควรต้องแก้ไข ทั้งยังต้องการเห็นการสมานฉันท์ของนักการเมือง และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ ฝ่าย รวมถึงประเทศชาติบ้านเมือง และ 26.06% ไม่แน่ใจว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

แม้แต่ท่าทีจาก “บิ๊กเพื่อไทย” อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยังเป็นห่วงต่อการเคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญระลอกนี้ ถึงขั้นระบุว่า “แนวคิดอะไรที่สร้างความขัดแย้ง ควรทำทีหลัง แต่ว่าทำแน่ ส่วนวิธีทำก็มีหลายวิธี และคิดว่าหากแก้ไขเป็นรายมาตราจะเร็วกว่าตั้ง ส.ส.ร. และเป็นการไม่เปิดช่องให้ใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุเอาไว้ว่า หากจะแก้ไขให้เป็นรายมาตรา”

ระหว่างนี้น้ำหนักการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงพุ่งเป้าไปที่การเริ่มต้นใช้โอกาสครบรอบ 80 ปี วันรัฐธรรมนูญ คิกออฟรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงการแก้รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ผ่านคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ซึ่งมี “ธงทอง จันทรางศุ” ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อเพิ่มน้ำหนักความชอบธรรมอีกทางหนึ่ง

จุดยืนในการประชุมคณะกรรมการพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเคาะกันสุดท้ายในวันนี้ ก่อนส่งต่อให้พรรคร่วมรัฐบาลไปหารือกันในพรรคตัวเอง จึงเป็นอีกขั้นตอนความเคลื่อนไหวปลุกกระแสเตรียมความพร้อมในอนาคตต่อไป

เพราะสุดท้าย แม้เวลานี้ “เพื่อไทย” ต้องการจะเร่งเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมากเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่อาจผลีผลามเดินหน้าทำอะไรที่สุ่มเสี่ยง ทำได้เพียงแค่ปลุกกระแส พร้อมรอจังหวะ อาศัยผลจากการรณรงค์ทำความเข้าใจแก้รัฐธรรมนูญในพื้นที่มาเป็นใบเบิกทางเพิ่มน้ำหนักลุยแก้ไขรัฐธรรมนูญในจังหวะที่สุกงอม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท