posttoday
3จี ปัญหาที่ยืดเยื้อ

3จี ปัญหาที่ยืดเยื้อ

10 ธันวาคม 2555

ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz หรือ 2100 MHz สำหรับโทรศัพท์มือถือ 3G โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา โดยผลของการประมูลเป็นทั้งที่ยอมรับและไม่เป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย จนทำให้เรื่องยืดเยื้อมีการตั้งประเด็นในเรื่องการฮั้วหรือสมยอมราคากัน จนมีการร้องเรียนไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน และในที่สุดผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้ระงับการประมูลดังกล่าว ขณะนี้คดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง

ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz หรือ 2100 MHz สำหรับโทรศัพท์มือถือ 3G โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา โดยผลของการประมูลเป็นทั้งที่ยอมรับและไม่เป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย จนทำให้เรื่องยืดเยื้อมีการตั้งประเด็นในเรื่องการฮั้วหรือสมยอมราคากัน จนมีการร้องเรียนไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน และในที่สุดผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้ระงับการประมูลดังกล่าว ขณะนี้คดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง

แม้การประมูลที่ผ่านมาสร้างรายรับให้กับรัฐ 41,625 ล้านบาท สูงกว่าราคาที่ กสทช.ตั้งไว้ที่ 40,500 ล้านบาท คลื่นความถี่ที่นำออกประมูลมีจำนวน 9 ชุด (Slot) แต่ละชุดมีจำนวนคลื่น 5 MHz รวมทั้งสิ้น 45 MHz มีการกำหนดราคาตั้งต้นไว้ที่ 4,500 ล้านบาทต่อหนึ่งชุด หรือ 5 MHz แต่ประเด็นราคาตั้งต้นประมูลเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยนำไปเปรียบเทียบกับตัวเลขของงานวิจัยของคณะอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานวิจัยได้ประเมินมูลค่าของคลื่นไว้ที่ 6,440 ล้านบาทต่อคลื่น 5 MHz ราคาประมูลทั้งหมดควรเป็น 6,440 x 9 ชุด = 57,960 ล้านบาท การประมูลใช้ราคาตั้งต้นที่ 4,500 ล้านบาทต่อหนึ่งชุด เมื่อประมูลได้ที่ 41,625 ล้านบาท จึงทำให้รัฐขาดรายได้เป็นจำนวน 57,960 41,625 = 16,335 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 27.2 โดยที่ผู้ประกอบการ 2 รายได้ใบอนุญาตไปในราคาตั้งต้น และมีผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่ได้ใบอนุญาตสูงกว่าราคาตั้งต้น

หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม แท้จริงแล้วตัวเลข 6,440 ล้านบาทในงานวิจัย หมายถึงมูลค่าของคลื่นไม่ใช่ราคาตั้งต้นแต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มนักวิจัยได้เสนอไว้ในงานวิจัยด้วยว่าราคาตั้งต้นการประมูล (Reserved Price) ไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 67 ของมูลค่าคลื่นความถี่ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน และในการประมูล กสทช. ได้ปรับราคาขึ้นเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าคลื่น โดยนำอัตราเงินเฟ้อเข้ามาประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ กสทช.เล็งเห็นว่า ราคาตั้งต้นควรมีความเหมาะสม คือ ไม่อยู่ในระดับที่สูงเกินไปจนส่งผลให้ผู้ที่มีความตั้งใจจริงไม่อยากเข้าร่วมประมูล และต้องไม่อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปจนอาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมประมูลสมยอมในการตกลงราคาประมูลกันเพื่อลดการแข่งขัน และราคา 4,500 ล้านบาทต่อคลื่น 5 MHz หรือ 13,500 ล้านบาทต่อคลื่น 15 MHz ยังเป็นราคาที่มีการปรับให้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่มีการกำหนดไว้ที่ 12,800 ล้านบาทต่อคลื่น 15 MHz ราคาตั้งต้นการประมูลครั้งนี้ยังมีจำนวนสูงกว่าหลายๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เยอรมนี

การประมูลครั้งนี้เป็นการพลิกโฉมรูปแบบระบบโทรคมนาคมของประเทศไทย คือ จากระบบสัมปทานสู่ระบบใบอนุญาต ในประเด็นนี้ได้มีนักวิชาการออกมาให้ความกระจ่าง ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยได้มีการเสนอแนะว่า เป้าหมายของการประมูลไม่ควรมุ่งเน้นไปที่จำนวนเงินที่เข้ารัฐ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนที่จะได้รับบริการที่มีคุณภาพที่ดีและราคาเป็นธรรม หลายประเทศที่ราคาตั้งต้นประมูลสูงทำให้ผู้ให้บริการต้องเรียกค่าบริการสูงเพื่อมาชดเชยเงินในส่วนที่ต้องเสียไปกับการประมูล ควรยุติการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ว่า ราคาตั้งต้นประมูลนั้นต่ำเกินไป

หากพิจารณาในเรื่องระบบสัมปทานและระบบใบอนุญาตจะพบว่า รัฐยังมีรายได้อื่นจากระบบใบอนุญาต ซึ่งเมื่อยังเป็นระบบสัมปทานรายได้เหล่านี้จะรวมอยู่ในค่าสัมปทาน แต่เมื่อมาเป็นระบบใบอนุญาตจะต้องชำระแยกออกมาต่างหาก เช่น ค่าสนับสนุนพัฒนาโทรศัพท์ชนบท กสทช.จะเรียกเก็บร้อยละ 3.75 ของรายรับ ค่าพัฒนาและบริหารระบบโทรคมนาคมโดยรวม กสทช.จะเรียกเก็บร้อยละ 2 ของรายรับ ซึ่งทั้งสองรายการนี้ไม่ได้รวมอยู่ในมูลค่าคลื่น 41,625 ล้านบาทแต่อย่างใด นอกจากนี้ต้องไม่ทิ้งประเด็นเรื่องรัฐได้รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศที่มีการพัฒนาตนเองไปถึงระบบ 4G และมีหลายประเทศที่ได้ใช้ 3G มาร่วม 10 ปีแล้ว จะเห็นได้ว่ามูลค่าของเทคโนโลยี 3G เริ่มลดลงแล้ว 3G ไม่ใช่ของใหม่ในหลายๆ ประเทศ ประโยชน์ของ 3G ไม่ควรจะอยู่แต่เพียงรัฐต้องได้จำนวนเงินจากการประมูลให้มากที่สุด แต่ในการตรงกันข้าม ก่อนที่เทคโนโลยี 3G จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี 4G และ 5G ในอนาคต การนำเทคโนโลยี 3G มาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยเร็วและสูงสุด ประกอบกับให้ประชาชนได้รับค่าบริการที่ถูกลง นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ หากประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยเร็วและทั่วถึง ทำให้ผู้คนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลและพัฒนาคนให้มีความรู้เพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นการลดต้นทุนด้านการติดต่อสื่อสารของธุรกิจ โลกทุกวันนี้ต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี ระบบโทรคมนาคมที่ดีจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ การย่ำเท้าอยู่กับที่กับเทคโนโลยีแบบเดิมๆ หรือไม่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีจะแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท