posttoday
ชักเย่อช่วยไทยผงาดบนเวทีโลก

ชักเย่อช่วยไทยผงาดบนเวทีโลก

10 ธันวาคม 2555

ขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนต้นฉบับอยู่ งานสำคัญอีกงานหนึ่งที่เพิ่งปิดฉากลงเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไร แต่เป็นงานที่มีความหมายและความยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานระดับระหว่างประเทศอื่นๆ ที่จัดขึ้นในไทย และงานที่ว่าก็คือ “งานประชุมสภาคองเกรสสหพันธ์กีฬาชักเย่อแห่งทวีปเอเชีย” ที่มีตัวแทนระดับสูงของประเทศสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศร่วมประชุมในกรุงเทพฯ (ระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-3 ธ.ค. 2555) โดยมีสมาคมกีฬาชักเย่อแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุน

ขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนต้นฉบับอยู่ งานสำคัญอีกงานหนึ่งที่เพิ่งปิดฉากลงเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสื่อมวลชนในประเทศไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไร แต่เป็นงานที่มีความหมายและความยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานระดับระหว่างประเทศอื่นๆ ที่จัดขึ้นในไทย และงานที่ว่าก็คือ “งานประชุมสภาคองเกรสสหพันธ์กีฬาชักเย่อแห่งทวีปเอเชีย” ที่มีตัวแทนระดับสูงของประเทศสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศร่วมประชุมในกรุงเทพฯ (ระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-3 ธ.ค. 2555) โดยมีสมาคมกีฬาชักเย่อแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุน

สาระสำคัญของงานดังกล่าวที่ผู้เขียนกำลังจะเรียนต่อท่านผู้อ่านคงจะไม่ได้เป็นเรื่องของการกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงและต่อเนื่องกับการสร้างชื่อเสียงและรายได้เข้าประเทศไทย ซึ่งจะนำมาสู่ความเจริญเติบโตทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแก่ประเทศไทยอีกด้วยทางหนึ่ง

กีฬาทุกชนิดเป็นเรื่องที่ดีงามและควรให้การสนับสนุน โดยเฉพาะกีฬาชักเย่อที่คนไทยส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นกีฬาพื้นบ้านและแทบจะไม่มีความสำคัญอะไรมากนักบนเวทีระดับโลก เท่าที่มีการค้นคว้าและสืบค้นข้อมูล ปรากฏว่าในไทยมีการเล่นกีฬาชนิดนี้มานานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ถ้าสืบค้นลึกลงไปอีกจะพบว่ากีฬาชนิดนี้เกิดขึ้นมาในโลกตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ และในทวีปเอเชียจากหลักฐานข้อมูล พบว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศจีนโดยเฉพาะในยุคราชวงศ์ถัง

สมัยก่อนไม่ได้มีการใช้กีฬาดังกล่าวเป็นการแข่งขันแบบกีฬา แต่จะใช้ประกอบพิธีกรรมและฝึกร่างกายของนักรบให้เกิดความแข็งแรง ฮึกเหิมและห้าวหาญ ความพร้อมและความสามัคคีในหมู่คณะ กีฬาชักเย่อเพิ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นกีฬาที่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในชนิดของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 1900 และอยู่บนเวทีโอลิมปิกจนถึงปี 1920 ซึ่งหลังจากนั้นก็หายไปจากจอโอลิมปิก เนื่องจากสภาพการณ์ด้านเศรษฐกิจและสงครามโลกในยุโรป เมื่อประมาณปี 1965 สหพันธ์กีฬาชักเย่อสากล (องค์กรระดับโลก) ก็กลับมาเกิดเป็นองค์กรและอยู่ยั่งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้

สหพันธ์กีฬาชักเย่อสากลที่มีเรียกชื่อว่า “ทวิฟ” ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 66 ประเทศ และมีประเทศใหม่ๆ สมัครเข้าเป็นประเทศสมาชิกอยู่เรื่อยๆ ส่วนในเอเชียมีการก่อตั้งสหพันธ์กีฬาชักเย่อแห่งทวีปเอเชียในปี 1990 เช่นเดียวกันและมีการแข่งขันชิงแชมป์ระดับทวีปเอเชียครั้งแรกในปีเดียวกันในญี่ปุ่น และสืบต่อมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ซึ่งมีประเทศสมาชิกอยู่ทั้งหมด 21 ประเทศ สำหรับประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของทั้งสององค์กรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันมีการแข่งขันชิงแชมป์ชักเย่อทั้งหมด 4 ระดับ ได้แก่ 1) ชิงแชมป์ในประเทศ 2) ชิงแชมป์ทวีปเอเชีย 3) ชิงแชมป์ทวีปยุโรป และ 4) ชิงแชมป์ระดับโลก และกำลังมีความพยายามผลักดันให้มีการชิงแชมป์ในระดับโอลิมปิก

ความสำคัญของกีฬาชนิดนี้ก็คือ 1) ขณะนี้เรามีผู้แทนจากไทยที่ได้รับการโหวตจากประเทศสมาชิก 21 ประเทศให้ดำรงตำแหน่งประธานสหพันธ์กีฬาชักเย่อแห่งทวีปเอเชียเป็นระยะเวลา 4 ปี (จากเดือน ต.ค. 2555ต.ค. 2559) 2) ประธานสหพันธ์มีบทบาทและอิทธิพลต่อการพัฒนากีฬาชนิดนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถทำกิจกรรมเผยแพร่ให้กีฬาชักเย่อเป็นที่ยอมรับได้ทั่วเอเชียและในระดับโลก 3) กีฬาชักเย่อเป็นกีฬาที่เล่นกันเป็นทีม ทีมละ 8 คน สามารถเล่นได้ทั้งหญิงและชาย 4) นอกจากความแข็งแรงของร่างกายแล้วกีฬาชักเย่อเป็นกีฬาที่จะต้องอาศัยความพร้อมเพรียงและความสามัคคีเป็นหลักถึงจะสู้คู่ต่อกรได้ 5) กีฬาชักเย่อเป็นกีฬาที่มีเทคนิคและแท็กติกเฉพาะที่น่าสนใจมาก 6) กีฬาชักเย่อเป็นกีฬาที่กลายเป็นกีฬาสากลมานานแล้ว โดยส่วนใหญ่แพร่หลายมากในยุโรปและสหรัฐ 7) ถ้าไทยเรามีการเตรียมตัวด้านแท็กติกและเทคนิคการแข่งขันที่ดี เราสามารถกลายเป็นแชมป์โลกระดับทวีปเอเชียและระดับโลกได้เลยในบางรุ่น

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความสำคัญในด้านกีฬา สำหรับด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มีบทบาทและความหมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะ 1) ตัวประธานและเลขาธิการสมาคมกีฬาชักเย่อในแต่ละประเทศสมาชิกมักจะมาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ทั้งจากวงการข้าราชการ การเมือง และธุรกิจขนาดใหญ่ 2) ระดับผู้นำของแต่ละสมาคมกีฬาชักเย่อในแต่ละประเทศสมาชิกส่วนใหญ่แล้วจะมีคอนเนกชันที่ดีมากกับผู้นำรัฐบาลในแต่ละประเทศ ทำให้การติดต่อประสานงานในด้านต่างๆ สามารถเป็นไปด้วยความรวดเร็ว คล่องตัว และไม่มีอุปสรรค 3) ทุกประเทศทั่วโลกที่มีทีมชักเย่อสำหรับการแข่งขันเป็นของตนเอง ยอมรับร่วมกันว่า “กีฬาชักเย่อเป็นกีฬาที่เน้นความสามัคคี” โดยจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ปรากฏการทะเลาะเบาะแว้งกันในบรรดาสมาชิกแม้แต่ครั้งเดียว และ 4) การสร้างความสัมพันธ์ระดับผู้นำประเทศผ่านกีฬาชักเย่อสามารถทำได้โดยง่าย

ประการสุดท้าย กีฬาชักเย่อเป็นกีฬาที่จะต้องใช้ผู้เล่นหลายคน ทีมหนึ่งจะมีทั้งหมด 12 คน ถ้าแต่ละประเทศส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันเพียงแค่ประเทศละ 2 ทีม หรือ 22 คน จากประเทศสมาชิกทั่วโลก 66 ประเทศ ประเทศใดเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันก็จะมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ไปสู่ประเทศนั้นทันทีอย่างน้อย 1,452 คน คุณผู้อ่านคิดเอาเองก็แล้วกัน เงินจะเข้าสู่ประเทศมากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะในภาคของการท่องเที่ยว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท