posttoday
คลี่คลายความขัดแย้งด้วยพลังสันติวิธี (1)

คลี่คลายความขัดแย้งด้วยพลังสันติวิธี (1)

28 มีนาคม 2553

ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สมานไมตรี” (การคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี) เราได้สมมติสถานการณ์ว่าหากเราทั้งหมดต้องไปสร้างชุมชนใหม่ด้วยกัน สิ่งที่เราอยากให้มีในชุมชนใหม่ของเราได้แก่อะไรบ้าง โดยให้ผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 20 ท่าน เลือกสิ่งต่างๆ ได้เพียง 6 อย่างจากทั้งหมด 20 อย่าง สิ่งต่างๆ ที่ให้เลือกนั้น ได้แก่ เรือกสวนนาไร่ ป่าชุมชน โรงเรียนที่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบครัน ชมรมแพทย์พื้นบ้าน ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมประจำหมู่บ้าน กิจกรรมกลุ่มเรียนรู้ของเยาวชน วัดและพระสงฆ์ กองทุนหมู่บ้าน ศูนย์กีฬาครบวงจร วิทยุชุมชน ผู้ใหญ่บ้านและ อบต. ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ

ผลจากการเลือกปรากฏว่า ไม่มีใครเลือกทั้ง 6 อย่างเหมือนกันหมด ทั้ง 20 รายการมีคนเลือกหมด แม้บางรายการจะมีคนเลือกเพียงคนสองคน ที่สำคัญเราให้แลกเปลี่ยนแบ่งปันเหตุผลที่เลือกและไม่เลือก ปรากฏว่าแต่ละคนมีเหตุผลล้วนน่าสนใจ ฟังดูสมเหตุสมผล และมีหลายคนเปลี่ยนใจไม่เลือกสิ่งที่เลือกไว้เดิม เพราะเหตุผลของคนอื่นน่าสนใจกว่า นอกจากนี้เมื่อขอให้กลุ่มคุยกันต่อเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นเอกภาพแล้ว กลุ่มมีข้อเสนอที่เป็นเอกฉันท์โดยเสนอเลือกสิ่งใหม่ (เป็น 1 ใน 6 อย่างที่เลือก) ที่ไม่มีใน 20 รายการเดิม ซึ่งข้อเสนอใหม่นี้ได้สร้างความพอใจให้กับทุกฝ่ายได้ อย่างน้อยที่สุดทุกคนยอมรับได้ แม้จะไม่สามารถสร้างความพอใจสูงสุดให้กับทุกคนได้

จากสถานการณ์จำลองนี้ เราได้เรียนรู้ร่วมกันว่า มีเหตุปัจจัยมากมายหลายประการที่กำหนดให้แต่ละคนคิดและตัดสินใจเลือกไม่เหมือนกัน รวมถึงเป็นเหตุทำให้เราต้องขัดแย้งกันได้ง่ายทุกชั่วโมงนาที

เหตุปัจจัยที่ว่านี้ ได้แก่ ความต้องการพื้นฐานของชีวิตที่ต่างกัน ความแตกต่างทางอายุหรือวัย เพศ ความเชื่อศรัทธาซึ่งรวมไปถึงความเชื่อทางศาสนา ความชอบความสนใจเฉพาะคนที่ไม่เหมือนกัน อาชีพ (ใครทำอาชีพอะไรก็ย่อมต้องการหรือปกป้องรักษาอะไรที่สัมพันธ์กับอาชีพตน) สถานภาพทางสังคม บุคลิกภาพพื้นฐานที่แตกต่างหลากหลาย การเลี้ยงดูและการหล่อหลอมทางสังคมผ่านกลไกทางสังคมที่แตกต่างกัน เช่น ระบบการศึกษาหรือวิธีการเรียนรู้ การใช้ชีวิตในสังคมกับสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน จนทำให้เกิดความเชื่อกับค่านิยมไม่เหมือนกัน เป็นต้น

เหตุปัจจัยดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้คนในกลุ่มหรือสังคมคิดและตัดสินใจแตกต่างกัน รวมถึงทำให้เกิดความขัดแย้งกันแต่ที่ความขัดแย้งธรรมดาๆ พัฒนาขยายตัวเป็นความขัดแย้งที่สลับซับซ้อน ลึกซึ้งรุนแรง จนสร้างความปั่นป่วนเดือดร้อนไปทุกหัวระแหงนั้น อยู่ที่เหตุปัจจัยต่างๆ อีกชุดหนึ่ง ก็คือ

1.อกุศลธรรมภายในของมนุษย์ในทางพุทธศาสนาเห็นว่ามีอกุศลธรรมอยู่ 3 ตัวที่เป็นปัจจัยหรือตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริง นั่นคือ

ก) ความทะยานอยากทั้งหลายทั้งปวงที่มากเกินไปจนทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์เดือดร้อน (ตัณหา) ไม่ว่าจะเป็นความอยากได้อยากเอาในทางวัตถุหรือทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อนำมาสนองปรนเปรอตนเองอย่างเกินเลย ความทะยานอยากเป็นนั่นเป็นนี่หรือไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ตามค่านิยมของสังคม โดยเฉพาะความเชื่อหรือค่านิยมผิวเผินจอมปลอม เช่น ความอยากเป็นมหาเศรษฐีที่ยิ่งใหญ่ ความอยากมีอำนาจไว้ในมือตลอดไป ความอยากเป็นผู้ชนะเหนือผู้อื่น ความไม่อยากเป็นคนยากจนที่ด้อยค่าน่ารังเกียจ เป็นต้น

ข) ความถือตัวสำคัญตนว่าเหนือหรือด้อยกว่าผู้อื่น (มานะ) เช่น สำคัญมั่นหมายว่าชาติพันธุ์ของเราวิเศษกว่าชาติพันธุ์อื่น ศาสนาของเราดีกว่า ประเทศหรือกลุ่มประเทศของเราเหนือกว่าประเทศอื่น เราสำคัญว่ามีฐานะทางสังคมหรือศักดิ์ศรีเหนือกว่าคนอื่น เป็นต้น ความถือตัวนี้บางครั้งมาในรูปของการยึดติดในสถานภาพทางสังคมหรือหัวโขนที่ตนเองสวมอยู่ ซึ่งมักจะทำให้เราไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน เพราะกลัวเป็นการเสียหน้าเสียศักดิ์ศรี

ค) ความยึดมั่นถือมั่นในความเห็นความเชื่อของตน (ทิฏฐิ) รวมถึงการยึดติดข้อสรุปที่ตนได้พิสูจน์จากประสบการณ์จริงจนเชื่อมั่นศรัทธาอย่างตายตัว ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนอยู่บ่อยครั้งว่า ความจริงความเห็นในระดับความเชื่อและเหตุผลนั้นยังเป็นความรู้ความเห็นที่อาจบกพร่องผิดพลาดได้เสมอ ดังเช่นทฤษฎีหรือสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงมาตลอดทุกยุคทุกสมัย เป็นต้น การยึดติดในความเห็นความเชื่อแบบฝังหัวมักทำให้คู่ขัดแย้งทนไม่ได้เอาเลย หากมีคนอื่นเห็นหรือเชื่อต่างไปจากตน และนั่นย่อมทำให้ความขัดแย้งเพิ่มดีกรีความร้อนแรงและขยายวงได้อย่างง่ายดาย

2.อคติภายในที่ทำให้คู่ขัดแย้งมองและปฏิบัติต่อกันอย่างลำเอียง การที่แต่ละฝ่ายมองและปฏิบัติต่อกันด้วยความลำเอียงไม่ว่าจะลำเอียงด้วยรัก โกรธ กลัว หรือหลงก็ตาม ล้วนทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจประเด็นแห่งความขัดแย้งและความจริงคลาดเคลื่อนจากที่เป็นจริง และยากแก่การเปิดโอกาสปรับทำความเข้าใจกัน

3.วิธีคิดหรือมองอย่างตัดสินตายตัว ความขัดแย้งมักเกิดและขยายตัวได้ง่ายมาก จากการคิดหรือมองแบบตัดสินตายตัว ดังเช่น

1) เรามักจะมองความจริงไม่ว่าคนหรือเหตุการณ์ใดๆ แบบเจาะจงเพียงด้านเดียวหรือเลือกมองเพียงบางด้าน ทำให้เราตีขลุมด่วนสรุปไปเลยว่า สิ่งนั้นคนนั้นดีหรือร้ายไปทั้งหมด

2) เรามักคิดหรือมองความจริงแบบเจาะจงสนใจ เฉพาะเหตุการณ์ที่ปรากฏออกมาให้เห็นตรงหน้าเท่านั้น โดยมองไม่เห็นหรือมองข้ามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่เราไม่รู้ไม่เห็น ทั้งเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ที่เห็นหรือเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน รวมถึงมองข้ามหรือมองไม่เห็นเหตุปัจจัยที่หนุนอยู่เบื้องลึกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

3) คิดหรือมองความจริงแบบหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้าง ช้าบ้างเร็วบ้างเป็นธรรมดา อีกลักษณะหนึ่งก็คือ เรามักจะคิดหรือมองความจริงแบบยึดมั่นตายตัวว่า สิ่งนั้นๆ เป็นจริงหรือใช้ได้ผลจริงกับทุกสถานการณ์ทุกบริบท โดยลืมมองข้ามความจริงว่าบางครั้งบางโอกาสมันอาจจะใช้ไม่ได้ก็มีถมไป เป็นต้น

4.การสื่อสารที่ผิดพลาดและไม่สร้างสรรค์ เช่น การจับประเด็นและสื่อสารคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การบิดเบือน เสริมแต่ง ตัดตอนข้อเท็จจริง รวมถึงการกล่าวร้าย ใส่ความและปล่อยข่าวลือของคนรอบข้างคู่ขัดแย้งหรือของสื่อต่างๆ เป็นต้น การสื่อสารที่ไม่สร้างสรรค์นี้เป็นทั้งตัวจุดประกายความขัดแย้งและตัวโหมกระพือให้ความขัดแย้งลุกลาม บานปลายออกไปอย่างยากที่จะยุติลงได้

5.ท่าทีการแสดงออกของคู่ขัดแย้ง ที่เวลาเกิดความขัดแย้ง แล้วมักจะเกิดอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ง่าย หรือบางทีก็แสดงอากัปกิริยาก้าวร้าว ดูถูกดูแคลนใส่กัน ปฏิสัมพันธ์แบบนี้ก็เป็นปัจจัยหนุนเสริมให้ความขัดแย้งเข้มข้นรุนแรงได้ง่ายเช่นกัน

6.โครงสร้างองค์กรหรือโครงสร้างสังคมที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งมาในรูปของกฎหมาย กฎระเบียบ กติกา เงื่อนไขต่างๆ ขององค์กรหรือสังคมที่ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันได้ง่าย เอื้อเฟื้อช่องทางโอกาสให้คนบางกลุ่มตักตวงผลประโยชน์ และใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมได้ง่าย โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมเรามักจะเห็นในรูปโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจ ไม่เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ ทำ ตรวจสอบ และรับผิดชอบ โครงสร้างสังคมแบบนี้ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้ความขัดแย้งสยายปีกแผ่ครอบ คลุมไปทุกตารางนิ้ว

ทั้ง 6 ประเด็นที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักรู้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นหากสังคมของเราปรารถนาการอยู่กับความขัดแย้งอย่างเป็นสุขและคลี่คลายสลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงหลีกหนีความขัดแย้ง เราจึงต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ด้วยการเรียนรู้ธรรมชาติความขัดแย้ง เรียนรู้ปัจจัยที่เป็นเรื่องความแตกต่างหลากหลายเพื่อยอมรับอย่างที่มันเป็นและเรียนรู้ไปพร้อมกับการเฝ้าระวังไม่ให้เหตุปัจจัยแห่งความขัดแย้งที่เข้มข้นรุนแรงทั้ง 6 ประการ เกิดขึ้นได้โดยง่าย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ