posttoday
เมื่อถูกตำหนิหรือถูกด่า

เมื่อถูกตำหนิหรือถูกด่า

28 มีนาคม 2553

 

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ปัจจุบันเรื่องที่มักเกิดขึ้นในสังคมเราก็คือ การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เลือกข้างกัน แล้วก็กล่าวติ กล่าวชมข้างของตนจนนำมาซึ่งความแตกร้าวในสังคมโดยรวม

เรื่องการติการชมนั้นจึงดูจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา พอดีได้อ่านเรื่องราวในพระสูตรที่ชื่อว่า พรหมชาลสูตร และความในอรรถกถาอธิบาย ซึ่งให้ข้อคิดหลักธรรมที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง วันนี้ MQ ขอเล่าเรื่องถูกตำหนิ หรือถูกด่าก่อน ส่วนคราวหน้าค่อยเล่าเรื่องถูกชมจะทำอย่างไร

ขอท้าวความที่มาของพระสูตรเรื่อง “พรหมชาลสูตร” ก่อนว่าเกิดขึ้นอย่างไร สรุปคร่าวๆ ว่าเกิดขึ้นในระหว่างที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดำเนินทางไกล ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมื่องนาลันทา ครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จพร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ในระหว่างนั้นก็มีคนเดินทางไกล 2 คน เป็นลูกศิษย์และอาจารย์กัน เดินตามหมู่สงฆ์ไปจนเข้าพักแรมในที่เดียวกัน ฝ่ายอาจารย์ก็กล่าวตำหนิพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนฝ่ายลูกศิษย์ก็กล่าวชมพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย คือเรียกว่าเขาพูดกันตลอดตั้งแต่เดินทางจนเข้าที่พัก 2 ท่านก็ยังคุยกันเรื่องนี้ และมีความเห็นต่างกัน คนนึงติเตียนอย่างมาก อีกคนชมสรรเสริญอย่างมาก จนภิกษุทั้งหลายนำมาสนทนากัน พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระสูตรนี้

แม้ในขณะนั้นภิกษุสงฆ์จะไม่ได้มีความโกรธความอาฆาตเกิดขึ้นเลยก็ตาม แต่การที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมนี้ไว้ ก็เพื่อป้องกันมิให้อกุศลเกิดขึ้นในฐานะเช่นนี้ แก่กุลบุตรทั้งหลายในอนาคตกาล จึงทรงตั้งไว้เป็นธรรมเนียม คือ แสดงเรื่องนี้เอาไว้เป็นหลักปฏิบัติ

ก่อนอื่นขอสรุปย่อคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสมีโดยย่อว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเหล่าอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม หรือติพระสงฆ์ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรทำความอาฆาต (โกรธ) โทมนัส (เสียใจ) แค้นใจในคนเหล่านั้น ... ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง หรือจักน้อยใจในคนเหล่านั้นด้วนเหตุนั้น อันตรายพึงมีแก่เธอทั้งหลายนี่แหละ ... ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคือง หรือจักน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายพึงรู้คำที่เป็นสุภาษิตของคนเหล่าอื่นได้หรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า ... ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่า นั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้แม้เพราะเหตุนี้ แม้ข้อนั้นก็ไม่มีในเราทั้งหลายและในเราทั้งหลายก็ไม่มีข้อนั้น

จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้โกรธเป็นประการแรกเลย เพราะคนที่โกรธแล้ว ย่อมไม่รู้ว่าอะไรเป็นคำสุภาษิต คือ คำที่จริงที่ดี คำใดเป็นทุพภาษิต คำที่ไม่จริงไม่ดี เป็นต้น ทรงแสดงว่า

“คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อนรชนถูกความโกรธครอบงำ ย่อมมืดตื้อทันที ความโกรธก่อให้เกิดความพินาศ ความโกรธทำให้จิตกำเริบ ชนไม่รู้จักความโกรธซึ่งเป็นภัยเกิดในจิตดังนี้”

เมื่อถูกติเตียน เมื่อไม่โกรธแล้ว ก็ให้แก้ไขการติเตียน คำที่ไม่จริง พึงแยกโดยความไม่เป็นจริง พึงแก้โดยว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้

การที่ให้แก้คือให้อธิบายนั้น เพราะถ้าทนนิ่งอยู่ย่อมเป็นที่หวาดเกรงแก่ผู้กล่าว MQ คิดว่าผู้กล่าวติหนิจะเข้าใจได้ว่านั่นเป็นจริงดังที่เขากล่าว เราจึงนิ่งเสียไม่กล่าวแก้

การแก้ให้แก้ในการติเตียนเท่านั้น ไม่ต้องแก้ทั่วไป

ส่วนกรณีที่ถูกบุคคลเขาด่า เช่น ด่าด้วยอักโกสวัตถุ มีการด่าว่าเป็นวัวเป็นควาย เป็นต้น นี้ทรงให้วางเฉยเสีย ใช้อธิวาสนขันติอย่างเดียวในบุคคลนั้น

ก็ขอจบไว้เพียงเท่านี้ ทุกคนต้องถูกว่าถูกตำหนิ เมื่อถูกตำหนิแล้วโกรธก็จะไม่ได้ มีแต่เสียอย่างเดียว ขออย่าเพิ่งโกรธ มาพิจารณาก่อนว่า นั่นเป็นสุภาษิต หรือทุพภาษิต ที่เขาตินั้นดีหรือไม่ ถูกหรือผิด จริงหรือไม่จริง ถ้าอะไรจริง อะไรถูกต้องดีงาม ก็ควรนำไปแก้ไข ไม่ต้องโกรธกัน ไม่ต้องโต้เถียง

ส่วนถ้าอะไรไม่จริง ก็ควรชี้แจงเฉพาะที่เขาว่าไม่จริงนั้น ความจริงเป็นอย่างไร เฉพาะแค่นั้น ไม่ต้องว่าเขาต่อหรือพูดมากเกินไป แต่ไม่ควรอย่างนิ่งอยู่ ถ้าเรื่องนั้นไม่จริง จะทำให้เป็นที่น่าสงสัย

หากถูกเขาด่า ถูกเขาเรียก เขาตั้งชื่อเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ต้องใช้ขันติอดทน แต่ไม่ควรโต้ตอบเลย ไม่ใช่ด่าเขาตอบบ้าง ตั้งชื่อให้เขาเจ็บๆ บ้าง ไม่ว่ากรณีใดๆ ต้องระวังรักษาใจไม่ให้โกรธ ..

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท