posttoday
วิกฤตชาวเล...การพัฒนาสวนความยั่งยืน

วิกฤตชาวเล...การพัฒนาสวนความยั่งยืน

08 ธันวาคม 2555

โดย...กานต์ กมลรัตน์

โดย...กานต์ กมลรัตน์

“ยิ่งพัฒนามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำลายมากเท่านั้น”

คำนี้เชื่อว่าเป็นคำที่ใช้ได้กับกลุ่มบุคคลหนึ่งในประเทศไทย ที่ ณ ตอนนี้ ก็ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆ มาขจัดปัญหาที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนก่อขึ้นนั้นให้หมดไปได้

“ชาวเล” ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมของชายฝั่งอันดามัน ปัจจุบันมีมากกว่า 41 ชุมชน หรือกว่า 1.2 หมื่นคน ในพื้นที่ 5 จังหวัดอันดามัน ได้แก่ พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ที่ยังต้องรับชะตากรรม กล่าวคือ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลยังต้องเผชิญหน้ากับผลพวงจากการพัฒนาสมัยใหม่ที่ไม่สมดุล ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาความเจริญกับวิธีชีวิตและวัฒนธรรมชาวเล

ปัญหาที่ชาวเลยังต้องเผชิญมานานก็คือ ผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่อันดามันสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก และการประกาศเป็นเขตพื้นที่อุทยานทางทะเล ซึ่งสวนทางกับวิถีชีวิตชาวเลดั้งเดิมที่ใช้ชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ทำมาหากินตามเกาะแก่ง เช่น การทำประมง ประกอบกับมีวัฒนธรรมชนเผ่าที่เข้มแข็งมานานกว่า 300 ปี

ปัญหาเอกสารสิทธิในที่ดิน เป็นอีกเรื่องที่กลุ่มชาวเลถูกกลุ่มนายทุนอ้างสิทธิเหนือที่ดิน จนกระทั่งถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 25 ชุมชน ที่มีโอกาสถูกไล่ที่ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และประกอบพิธีกรรมที่กำลังค่อยๆ ถูกกลืนหายไป

ถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2553 ได้เห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การให้ชาวเลสามารถประกอบอาชีพประมงหาทรัพยากรตามเกาะต่างๆ ได้

มีการผ่อนปรนพิเศษในการใช้อุปกรณ์ดั้งเดิมของชาวเล รวมทั้งด้านสาธารณสุข แก้ปัญหาสัญชาติหรือการไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน การส่งเสริมด้านภาษาและวัฒนธรรมของชาวเล แต่มติดังกล่าวก็ไม่ได้ลดปัญหาที่ชาวเลเผชิญ

ชาวเลแหลมตง เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นหนึ่งชุมชนที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤต จากการรุกคืบของการท่องเที่ยว จนขณะนี้พื้นที่อยู่อาศัยของชาวเลมีเพียงแค่ 2 ไร่เศษ กับประชากรเกือบ 200 คน จาก 35 ครัวเรือน

วิกฤตชาวเล...การพัฒนาสวนความยั่งยืน

 

หมัด ประมงกิจ ผู้นำชาวเลชุมชนแหลมตง กล่าวว่า ทางชุมชนได้เสนอให้ทำโฉนดชุมชน เพื่อให้ชาวเลสามารถบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน แต่ขณะนี้นายทุนเห็นแย้ง ขณะที่หน่วยงานรัฐก็ไม่เข้าจัดการสาธารณูปโภคให้

ชาวเลอูรักลาโว้ยแหลมตง เล่าว่า เมื่อก่อนวิถีทำมาหากินของชาวเลที่นี่ ใช้เรือแจวออกเรือหาปลาเป็นปกติ แต่เมื่อมีโรงแรมและรีสอร์ตทุกอย่างก็เปลี่ยน จากที่ใช้เรือแจวหาปลา ก็เปลี่ยนเป็นใช้เรือติดเครื่องยนยต์ แต่ก่อนอาชีพหลักทำประมง แต่ตอนนี้ลูกหลานก็หันหน้าไปรับจ้างนำเที่ยวและรับจ้างขับเรือให้กับโรงแรมและรีสอร์ต

ขณะเดียวกันสถานที่แห่งจิตวิญญาณก็ถูกรุกล้ำ จากเดิมมีสุสาน 4 แห่ง ปัจจุบันกลายเป็นที่สร้างโรงแรม 4 แห่งแทน ตอนนี้ชาวเลใช้สุสานอยู่ที่อ่าวผี มีเนื้อที่ไม่ถึง 1 ไร่

ด้านการศึกษาของเด็กๆ ชาวเล ก็ยังหนีไม่พ้นผลกระทบของทุน วราภรณ์ อมรพันธุ์ ครูประจำชั้นอนุบาล 1 และ 2 ในพื้นที่ กล่าวว่า โรงเรียนตั้งอยู่ท่ามกลางโรงแรมและรีสอร์ต เรียนไปก็มักถูกแจ้งว่าห้ามส่งเสียงดังรบกวนแขก

“เด็กๆ จะต้องเดินมาเรียนเอง เพราะโรงแรมแถวนี้เขาไม่ให้รถขึ้นมาส่งเด็ก รถจะมาส่งที่ปากทางข้างบน แล้วเด็กก็จะเดินขึ้นมาโรงเรียน” วราภรณ์ กล่าว

ชาวเลที่หาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ชุมชนกว่า 2,000 คน ที่อาศัยอยู่ริมหาดบนพื้นที่ 19 ไร่ 2 งาน ก็ถูกเบียดเบียนวิถีชีวิตไม่ต่างกัน

สนิท แซ่ซั่ว ชาวเลตระกูลบางจาก กล่าวว่า ชาวบ้านที่นี่ถูกเอกชนอ้างสิทธิเหนือที่ดิน โดยจำนวนหนึ่งถูกยื่นฟ้องต่อศาล ขณะนี้มีชาวบ้านแพ้คดีไปแล้ว 2 ราย ยกฟ้องแล้ว 1 คดี และกำลังรอพิจารณาคดีในวันที่ 30 ม.ค.ปีหน้า อีก 7 ราย

สนิท เล่าว่า เหตุที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องไล่ที่ เพราะไม่มีโฉนดที่ดินเพราะอาศัยกันมาแบบวิถีวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ

“ไม่ว่าเราจะชนะคดีหรือแพ้คดี เราก็จะอยู่และตายที่นี่” สนิท ระบุ

ไม่ไกลจากหาดราไวย์มากนัก ชุมชนชาวเลแหลมตุ๊กแกก็ประสบปัญหาไม่ต่างอะไรกัน มีนายทุนเข้ามาอ้างสิทธิในที่ดินกว่า 11 ไร่

มะเย้ง ประมงกิจ ชาวเลแหลมตุ๊กแก เล่าว่า ที่ดินที่นี่ได้มีนายทุนเข้ามารังวัดอยู่เรื่อยๆ ชาวบ้านจึงต้องต่อต้าน เพราะอาศัยมากว่า 300 ปี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ได้เข้ามารังวัดตามคำร้องของผู้ถือเอกสารสิทธิ โดยอ้างว่าเอกสารสิทธิทับที่ดินและบ้านเรือนของชาวบ้าน 11 ไร่ แต่ชาวบ้านกว่า 200 คน ร่วมกันชุมนุมคัดค้านไม่ได้มีการรังวัด เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า เนื่องจากเจ้าของที่ดินมี น.ส.3 ก. จำนวน 11 ไร่ ออกในปี 2526 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ การประกาศเป็นพื้นที่เขตอุทนายแห่งชาติก็สร้างผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวเลแหลมตุ๊กแก จากการที่ชาวเลที่นี่สามารถออกหาปลาในพื้นที่น้ำตื้นได้ แต่ต้องออกไปหาปลาในน้ำลึก ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรค “น้ำหนีบ” และเสี่ยงถูกจับ

อีหิ้ม ประมงกิจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคน้ำหนีบจนร่างกายพิการซีกล่าง กล่าวว่า ที่ผ่านมามีชาวเลที่ออกเรือหาปลาแล้วโดนทางการอุทยานฯ จับในปี 2553 ถึง 17 ราย ปี 2554 มี 6 ราย และในปี 2555 มี 9 ราย ซึ่งต้องใช้เงิน 5 หมื่นบาท ในการประกันตัว ซึ่งต้องไปกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ยกว่า 120 ต่อวัน มาประกันตัวออกไป

“ตั้งแต่มีมติ ครม.ออกมา ก็ทำให้การดำรงชีวิตเปลี่ยน การออกหาปลาต้องออกไปไกลกว่าเดิมมาก ทำให้ตอนนี้ชาวบ้านกลัวในการออกหาปลา จึงอยากให้เอามติออกมาเจรจาในการผ่อนปรน” อีหิ้ม ระบุ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท