posttoday
คนไทยหวงพระเจ้าแผ่นดิน

คนไทยหวงพระเจ้าแผ่นดิน

08 ธันวาคม 2555

5 ธ.ค. ปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ ผู้รู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ได้เห็นวันเฉลิมพระชนมพรรษามากว่า 60 ปี แต่มาในปีนี้และครั้งนี้แหละที่เป็นพิเศษจริงๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกสีหบัญชรเพื่อทอดพระเนตรและมีพระราชดำรัสกับประชาชนของพระองค์ในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งแตกต่างกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาในครั้งก่อนๆ

5 ธ.ค. ปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ ผู้รู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ได้เห็นวันเฉลิมพระชนมพรรษามากว่า 60 ปี แต่มาในปีนี้และครั้งนี้แหละที่เป็นพิเศษจริงๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกสีหบัญชรเพื่อทอดพระเนตรและมีพระราชดำรัสกับประชาชนของพระองค์ในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งแตกต่างกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาในครั้งก่อนๆ

ผู้เขียนมีความรู้สึกเพียงประการเดียวว่า คนไทยรักในหลวงเหลือเกิน เหมือนเป็นความรักที่เกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็นความรักธรรมดา เหมือนจะเต็มไปด้วยความหวงแหน หรือมีความรู้สึกมีความผูกพันอันเป็นพิเศษ ไม่เฉพาะแต่ประชาชนที่ลานพระราชวังดุสิตและตลอดทั่วบริเวณใกล้เคียง แต่ประชาชนในที่อื่นๆ ทั่วประเทศก็คงจะมีความรู้สึกอย่างนี้เช่นกัน อย่างที่เราทั้งหลายได้ร่วมกันเปล่งเสียงกึกก้องไปทั้งประเทศเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. และในทุกโอกาสที่เป็นมหามงคลนั้นว่า “ทรงพระเจริญๆ” อันเป็น “อภิมหัศจรรย์” ที่ไม่มีให้พบเห็นในประเทศอื่นใดของโลก

แต่ทำอย่างไรเราจึงจะรักษาความเป็น “อภิมหัศจรรย์” นี้ไว้ให้ยั่งยืน ทั้งในฐานะที่ “พระองค์” และที่เป็น “สถาบัน” เพื่อคุ้มครองปกป้องคนไทยและประเทศไทยให้อยู่รอดตลอดไป ที่สำคัญก็คือความเจริญรุ่งเรืองของประเทศอันมีส่วนหนึ่งได้มาจากพระวิริยอุตสาหะและความรักในประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริงนั้น

ผู้เขียนเป็นผู้มีสติปัญญาน้อย และโดยส่วนตัวก็ไม่บังอาจที่จะไปแนะนำคนไทยอื่นๆ ให้เห็นด้วยกับความเห็นส่วนตัวใดๆ ที่ออกมาจากสติปัญญาอันน้อยนิดนั้น แต่ก็เคยได้อ่านได้ทราบในความคิดความเห็นของผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมากในบ้านเมือง ที่มีความห่วงใยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ท่านได้กล่าวแนะนำไว้มาก และที่ผู้เขียนใกล้ชิดอยู่ระยะหนึ่งก็คือ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ที่สาธารณชนล้วนทราบดีว่าท่านรักในหลวงเพียงไร

ก่อนอื่นต้องขอแก้ตัวและออกตัวแทนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สักเล็กน้อยว่า ภายหลังการอสัญกรรมของท่านได้มีนักหนังสือพิมพ์และนักวิชาการบางกลุ่มเขียนบทความและสร้างงานวิจัยที่เนื้อหาในทำนองว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ “อิงแอบ” หรือใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งก็เพื่อสร้างอัตลักษณ์ว่าตนเอง (ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์) เป็นพวกกษัตริย์นิยมอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Blue Blood สองก็เพื่อปกป้องคุ้มครองตนให้พ้นจากการกลั่นแกล้งของศัตรูฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะผู้มีอำนาจในยุคต่างๆ และสามก็เพื่อประโยชน์ในการสร้างชื่อเสียงอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เป็นต้นว่า ความรักชาติรักแผ่นดิน โดยนำเอาพระมหากษัตริย์ขึ้นนำหน้า

ผู้เขียนเคยมีความคิดที่จะ “ถกแถลง” กับคนเหล่านี้บ้างว่างานของพวกเขามีข้อเท็จมากกว่าข้อจริงอยู่มากเพียงใด และที่สำคัญเป็นความคิดที่เหมาะสมหรือไม่กับการกล่าวหาผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว รวมทั้งเป็นการแสดงความรู้ (ที่อ้างว่าเป็นงานวิชาการนั้น) ที่ “บังควร” หรือไม่ต่อการ “วิจารณ์วิจัย” สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหมิ่นเหม่เช่นนั้น แต่เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์คึกฤทธิ์แล้ว ความคิดที่เคยมีดังกล่าวนั้นก็ล้มเลิกไป

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์รักและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง ท่านจะไม่สบายใจเลยถ้ามีใครมาวิพากษ์วิจารณ์ หรืออย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “นินทา”

คนไทยหวงพระเจ้าแผ่นดิน

 

พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ และบางครั้งถึงขั้นอาละวาดเอากับคนรอบข้างทั้งที่คนรอบข้างเหล่านั้นไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นเลย แต่ท่านก็จะ “ตีวัวกระทบคราด” เพื่อระบายความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงนั้นออกมาเสมอๆ แต่น่าแปลกใจมากที่ท่านไม่แสดงออกในที่สาธารณะหรือตอบโต้กับคนเหล่านั้นในหนังสือพิมพ์ของท่าน

ท่านเคยพูดทำนองให้สติว่า ใครจะนินทาว่าร้ายพระเจ้าอยู่หัวก็ว่าไป แต่ถ้าเราไปต่อความยาวสาวความยืดก็เท่ากับไปขยายความให้เรื่องอันไม่บังควรเหล่านั้นแผ่ขยายยืดยาวต่อไปอีก พระองค์นั้นบริสุทธิ์และอยู่เหนือความชั่วร้ายทั้งปวง และจะรักษาพระองค์ด้วยพระบุญญาบารมีดังกล่าวนั้นด้วยพระองค์เอง โดยคนที่พูดจาว่าร้ายก็จะประสบภัยเข้าในที่สุด ดังนั้นเราจึงไม่เห็นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตอบโต้กับคนที่กระทำการอุจาดดังกล่าวนั้นเลย

 

เล่ามาถึงตรงนี้ก็อยากจะบอกกับคนที่ชอบเปิดดูเว็บไซต์ “หมิ่น” ทั้งหลายว่า ถ้าเรารักในหลวงเราก็ไม่ต้องเอาใจใส่ในเรื่องไร้สาระที่ปรากฏอยู่ตามเว็บไซต์เหล่านั้น ซึ่งผู้เขียนคิดว่าถ้าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ท่านก็คงไม่สนใจเช่นกัน เพราะในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านก็ไม่ชอบฟังเรื่องทำนองนี้อยู่แล้ว หรือถ้าใครเผลอพูด (โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้ใจ) ก็จะถูกระเบิดอารมณ์ใส่ โดยระเบิดเหล่านั้นก็จะมาตกแก่คนข้างๆ (ที่รู้ใจ) ที่ต้องทำท่าว่าเสียใจเต็มที่รองรับอารมณ์นั้น

การไม่รับรู้รับเห็นในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะไม่ยอมรับความจริง หรือปิดหูปิดตาจากเรื่องเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคม แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะใช้วิธีการเตือนสติแก่คนที่ชอบนินทาว่าร้ายเหล่านั้นด้วยวิธี “เบาๆ”

อย่างที่ท่านชอบใช้ก็คือการใช้อารมณ์ขัน ที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยการทำให้เห็นว่าคนที่คิดที่ทำเช่นนั้นเป็นคนเหลวไหล หรือมีเจตนาชั่วร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร แล้วก็จะชี้ชวนให้คนทั้งหลายร่วมครึกครื้นกับความชั่วช้าเหลวไหลดังกล่าว อย่างที่ท่านชอบพูดในประโยคที่ว่า “เกิดเป็นภูเขาทอง ถูกหมามาเยี่ยวรดบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร” แม้ว่าจะเป็นการเอาตัวท่านเข้าไปเปรียบ แต่นัยนี้ก็อาจจะเชื่อมโยงได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งอยู่ในฐานะสูงสุดเป็นล้นพ้น ก็ยิ่งไม่มีภัยอันตรายใดๆ จากคนชั่วๆ พวกนั้น

มีกรณีหนึ่งที่เป็นที่สนใจเมื่อรอบปีที่ผ่านมา นั่นก็คือเรื่องของการที่มีผู้พยายามจะแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญาที่ปกป้องไม่ให้มีใครคิดที่จะละเมิดหรือหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งการสร้างวาทกรรมค่อนข้างรุนแรง ถึงขนาดที่คนที่เคยเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยใหญ่ออกมากล่าวอย่างท้าทายว่า พระมหากษัตริย์ในยุคปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย และเห็นว่าการเปิดโอกาสให้คนทั้งหลาย “ติติง” พระมหากษัตริย์ได้บ้าง จะช่วยทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความปลอดภัยมากกว่า

นักกฎหมายใหญ่อดีตประธานสภานิติบัญญัติอย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เคยกล่าวถึงกฎหมายมาตรานี้ว่า ก็เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะมาเกลือกกลั้วหรือป้องกันตัวเองจากเรื่องชั่วๆ เหล่านี้ได้ จึงต้องสร้างกฎหมายขึ้นมาปกป้อง ทั้งนี้เพราะประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เหมือนที่อื่นใดในโลก

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อาจจะไม่ได้ชอบพอกับท่านอาจารย์มีชัยเป็นการส่วนตัว แต่ผู้เขียนก็พอจะคาดได้ว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์คงจะไม่มีความเห็นที่แตกต่างไปจากท่านอาจารย์มีชัยแต่อย่างใด ซึ่งบางคนอาจจะกล่าวหาว่าคนพวกนี้เป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปี ขวางโลกหรือก้าวไม่ทันยุคสมัย แต่พวกคนสมัยใหม่ทั้งหลายจะรู้สึกรู้สาบ้างไหมว่า ด้วยระบบไดโนเสาร์และเต่าล้านปีนี่แหละที่ทำให้ประเทศไทยไม่หลั่งเลือดล้างผลาญกันมาในเหตุการณ์ที่รุนแรงต่างๆ ทุกครั้ง

ระบบสมัยใหม่ที่บางคนบางกลุ่มเรียกว่า “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” จะอยู่รอดได้ไหมถ้ายังมีแต่นักการเมืองที่โกงกินและบ้าอำนาจ ประชาชนจะเชื่อและเคารพนับถือใครระหว่างพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ กับนักการเมืองที่ชั่วช้าเหลวไหล

พระมหากษัตริย์ไม่เคยขวางโลกหรือขวางประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะนักการเมืองไทยบางจำพวกยังไม่พัฒนา “เป็นผู้เป็นคน” เหมือนโลกที่เขาพัฒนาแล้ว ประชาชนจึงยังต้องยึดด้วยความหวงแหนในพระมหากษัตริย์ จนกว่าจะหานักการเมืองที่ดีพอมารับช่วงหน้าที่นี้แทน

ดังนี้คนที่คิดจะแย่งประชาชนจากพระองค์จึงหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย