posttoday
รักษาคำมั่นสัญญาวาจาสัตว์

รักษาคำมั่นสัญญาวาจาสัตว์

07 ธันวาคม 2555

สัปดาห์นี้มีพระราชพิธีและกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2555 หลายงาน

สัปดาห์นี้มีพระราชพิธีและกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2555 หลายงาน

พระราชพิธีที่สำคัญ คือ พระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นการทั่วไป ทำให้มีประชาชนจำนวนมากใส่เสื้อสีเหลืองที่เป็นสีวันพระราชสมภพ เราจึงได้เห็นภาพ “วันมหาปีติ” ของปวงชนชาวไทยอีกครั้ง

คงจำกันได้ว่าในพระราชพิธีเนื่องในโอกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 หรือเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เกิดปรากฏการณ์ที่มีประชาชนจำนวนมากใส่เสื้อสีเหลืองเข้าเฝ้าฯ เช่นนี้มาแล้ว

ที่น่าประทับใจ คือ สตรีชาวบ้านสูงอายุท่านหนึ่ง ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงการอยู่ไกลไม่ได้เห็นในหลวงว่า “ไม่ได้มาดูในหลวง แต่ต้องการให้ในหลวงเห็นว่าประชาชนรักพระองค์มากเพียงใด”

ถ้อยคำนี้เป็นวาทะอันบริสุทธิ์ และ “ตรงใจ” พสกนิกรชาวไทยทุกคน เพราะ 66 ปีที่พระองค์ปกครองประเทศไทยได้สร้าง “ประโยชน์สุข” ให้กับปวงประชาราษฎร์อย่างมากมายสุดที่จะพรรณนา

สิ่งที่ประชาชนรอคอย คือ การได้เห็นสุขภาพพลานามัยของพระองค์ที่แข็งแรงขึ้น และพระราชดำรัสที่พระราชทานให้คนไทยนำไปปฏิบัติ ซึ่งในวันนั้นพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า

“...มีความเชื่อเสมอว่าความเมตตาปรารถนาดีของท่านต่อกันนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความพร้อมเพรียงเกิดขึ้น มีขึ้น ทั้งในหมู่คณะและในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้อยู่ในจิตใจ ก็จะมีความหวังได้ว่าบ้านเมืองไทย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และธำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน...”

“เมตตา” เป็น 1 ใน 4 ของ “พรหมวิหาร 4” ซึ่งเป็นธรรมะของพรหม หรือ “ท่านผู้เป็นใหญ่” แปลว่า “ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข”

เว็บไซต์ larnbuddhism.com ได้อธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้ว่า

“เมตตา แปลว่า ความรัก หมายถึง รักที่มุ่งปรารถนาดี โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ จึงจะตรงกับคำว่า เมตตาในที่นี้ ถ้าหวังผลตอบแทนจะเป็นเมตตาที่เจือด้วยกิเลส ไม่ตรงกับพรหมวิหารนี้

ลักษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึกคุมอารมณ์ไว้ตลอดวันว่า เราจะเมตตาสงเคราะห์เพื่อนที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่สร้างความลำบากให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ความทุกข์ที่เขามี เราก็มีเสมอเขา ความสุขที่เขามี เราก็สบายใจไปกับเขา รักผู้อื่นเสมอด้วยตนเอง”

สรุปแล้ว หลักสำคัญของ “เมตตา” คือ “รักผู้อื่นเสมอด้วยตนเอง” โดยผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน หรือ “ผู้บริหาร” ต้องแบ่งปันความสุขที่ตนมีให้กับคนในชาติอย่างเท่าเทียมกัน และไม่หวังผลตอบแทนจากความปรารถนาดีนั้น

ดังนั้น จึงหวังว่านายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศต้องน้อมนำพระราชดำรัสองค์นี้ไปกำกับดูแลให้รัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ “เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” อย่างเป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาลที่กำหนดใน “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546” อย่างครบถ้วนในเร็ววัน

สิ่งใดที่จะทำให้เกิดความทุกข์ของคนในแผ่นดินจากขัดแย้งทางความคิดก็ควรยุติเสีย

ถ้าคิดจะทำในสิ่งที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือการออกพระราชบัญญัติปรองดอง หรือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็ควรหาโอกาสพูดคุยกับ “คนที่เห็นต่าง” อย่างมีเมตตาต่อกัน ไม่สมควรใช้เสียงข้างมากในรัฐสภาเอาชนะโดยไม่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย

นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ต้องให้ความสนใจต่อพระราชดำรัสในช่วงแรกที่ว่า

“คำอวยพรและคำปฏิญาณ สัญญาที่ทุกท่านได้กล่าวนั้น เป็นที่ประทับใจมาก ขอขอบใจท่านทั้งหลาย...”

ทั้งนี้ เพราะถ้อยคำที่ท่านได้กล่าวและถ่ายทอดภาพและเสียงไปทั่วประเทศนั้น มิได้ถือว่าเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น แต่เป็น “สัจวาจา” และ “พันธสัญญา” ที่ท่านได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ จึงสมควรที่จะนำมาอ่านทบทวนและปฏิบัติตามนั้นอย่างครบถ้วน จึงจะได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน

สำหรับข้าราชการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนการบริหารประเทศให้เกิด “ประโยชน์สุข” แก่ประชาชนนั้น รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำกล่าวปฏิญาณที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ธ.ค. 2555 และมีพิธีพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งคำปฏิญาณในวันนั้นมีดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า...(ออกชื่อของแต่ละคน)...ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า

จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต

เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของชาติ

และของประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน

ดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในหลักคำสอนแห่งศาสนาและตามแนวทางในพระบรมราโชวาทตลอดไป

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

เป็นที่น่าสังเกตว่า คำปฏิญาณปีนี้เพิ่มคำว่า “ซื่อสัตย์สุจริต” ซึ่งนับว่าทันสถานการณ์ที่ประเทศไทยเพิ่งได้รับการประเมินความโปร่งใสต่ำลงไปเป็นอันดับที่ 88 ของโลก หรือกล่าวกันง่ายๆ ว่า เรามีทุจริตมากขึ้น

เรื่องการทุจริตนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2546 ความว่า

“...ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญคือต้องหยุดการทุจริตให้สำเร็จและไม่ทุจริตเสียเอง...”

มาถึงวันนี้เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี ท่านผู้ปฏิญาณในวันนั้นคงเกษียณอายุราชการไปหมดแล้ว แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์อย่างที่ทราบกัน คือ มีการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น โดยเฉพาะการคอร์รัปชันเชิงนโยบายที่มีมากขึ้นจนปราบไม่ไหว และเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับปฏิบัติการยังรับสินบนกันอย่างดาษดื่น

สิ่งที่สำคัญ คือ นักการเมืองอย่าปฏิเสธเลยว่าไม่เคยทุจริต เพราะนักการเมืองไม่สามารถทุจริตได้ด้วยตนเอง แต่สิ่งที่ท่านทำ คือ ท่านใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ด้วยการสั่งให้ข้าราชการประจำทุจริต และตัวท่านก็ร่ำรวย โดยไม่สามารถอธิบายต่อสังคมได้ว่าร่ำรวยมาจากอะไร

เมื่อมีกรณีการทุจริตคอร์รัปชัน เช่นกรณีการขายข้าวแบบ “G to G” ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำลังไต่สวนอยู่ในขณะนี้ ผลคงออกมาเหมือนเดิม คือ นักการเมือง “รอด”

แต่ “กรรม” ตกกับข้าราชการประจำที่จำใจต้องปฏิบัติตามนโยบายที่ส่อว่าทุจริต และยอม “เสี่ยง” เพื่อรักษาสถานะของตนในตำแหน่งหน้าที่ราชการ

บทเรียนในอดีตเช่นนี้ เคยเป็นอุทาหรณ์ให้กับข้าราชการประจำหลายท่านที่หวังความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ โดยไม่รักษาจริยธรรมในเรื่อง “ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง” แล้วว่า

ทำให้ผู้นั้นได้รับผลของการทุจริตต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดถึงขั้นถูกจำคุก ซึ่งจะทำให้เกียรติยศชื่อเสียงที่ท่านอยากได้และได้มา มลายหายไปหมด

อีกทั้งทำให้คนนามสกุลเดียวกับท่านต้องหลบลี้หนีหน้าไปจากสังคม เพราะถูกตราหน้าว่า “โกงชาติ”

วันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสังคมไทยที่ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ทุกคน ทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำ จะพร้อมใจกันรักษาคำมั่นสัญญาวาจา

ด้วยการ “หยุดการทุจริตให้สำเร็จและไม่ทุจริตเสียเอง” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการปฏิบัติตนตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

และต้องดำรงตนอยู่ในคุณธรรม “ความเมตตา” โดยอย่าทำทุกสิ่งเพียงแต่เพื่อให้ได้ประโยชน์จากกิเลสของตัวท่านเท่านั้น

ท่าน “ต้อง” มีเมตตาธรรมที่มุ่งปรารถนาดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และรักษาคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ทุกประการอย่างเคร่งครัดด้วย ประเทศเราจึงจะมีความเจริญก้าวหน้าและสงบสุขอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท