
โอกาส-ความจำเป็นต้องออกไปต่างประเทศ
“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส มือทองที่ปรึกษาการควบรวมกิจการ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยแห่ออกไปลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะมีหลายปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิดการซื้อกิจการและควบรวมกิจการ
“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส มือทองที่ปรึกษาการควบรวมกิจการ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยแห่ออกไปลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะมีหลายปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิดการซื้อกิจการและควบรวมกิจการ
การที่กลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกาประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง กดดันให้ผู้ประกอบการขายกิจการออกมาจำนวนมาก จึงเปิดโอกาสให้เอกชนไทยเข้าไปเลือกซื้อของดีราคาถูก เพื่อต่อยอดธุรกิจหรือขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น
ขณะเดียวกันกระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยต้องออกไปลงทุนในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ เพราะหากไม่ออกไปลงทุนก็จะถูกคู่แข่งในอาเซียนกินส่วนแบ่งตลาดเข้ามาเรื่อยๆ จนไม่สามารถแข่งขันได้ในที่สุด
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนต่างประเทศคือ ต้นทุนการเงินในประเทศต่ำมาก ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปซื้อกิจการได้ไม่ยาก รวมทั้งการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนอัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) สูงถึง 15 เท่า เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ระดมทุนได้ง่ายขึ้น หรือสามารถขายหุ้นเพิ่มทุนได้ในราคาสูงขึ้น ทำให้มีเงินทุนเพียงพอที่จะออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งควบรวมกิจการได้ด้วยวิธีการแลกหุ้น ซึ่งในอดีตทำได้ค่อนข้างยาก เพราะมูลค่าหุ้นในตลาดค่อนข้างต่ำ
“จากนี้ไปการออกไปลงทุนในต่างประเทศจะกลายเป็นเรื่องปกติและจำเป็นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เพราะโลกของเราไม่มีพรมแดนทางธุรกิจอีกต่อไปแล้ว”
ตัวเลขการลงทุนต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณที่ดี และสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีความแข็งแกร่ง มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ และมีเทคโนโลยีที่สามารถถ่ายโอนไปต่างประเทศได้ ถึงแม้การลงทุนจะยังกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่อย่าง กลุ่มซีพี บริษัท ปตท. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ตาม
“ก้องเกียรติ” กล่าวว่า จากนี้ไปแนวโน้มการควบรวมกิจการและการออกไปลงทุนต่างประเทศจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาส และราคา ขณะที่การซื้อกิจการในประเทศก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีธุรกิจที่น่าสนใจเหลือให้ซื้ออีกแล้ว
สำหรับธุรกิจที่ภาคเอกชนไทยควรออกไปลงทุนคือ ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปอาหาร การเกษตร ธุรกิจบริการ โรงแรม และโรงพยาบาล เพราะเป็นธุรกิจที่ไทยมีความชำนาญสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และไม่จำเป็นจะต้องมองเฉพาะตลาดในเอเชียเท่านั้น เพราะหากมีระบบบริหารจัดการที่ดี มีเทคโนโลยีสูง ก็สามารถเจาะตลาดในแถบยุโรปและอเมริกาได้
อย่างไรก็ตาม “ก้องเกียรติ” เตือนว่าผู้ประกอบการต้องศึกษากฎเกณฑ์ให้ดี เพราะแต่ละประเทศมีกฎเกณฑ์ไม่เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งในบางท้องถิ่นก็มีกฎระเบียบที่ต่างออกไป จึงต้องศึกษาอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้อุปนิสัยของพันธมิตรในต่างประเทศอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเอาเปรียบและฉ้อฉลได้







