
โดนลูกหลงสหรัฐ
ศก.ไทยเจอพิษหน้าผาการคลังนายแบงก์เชื่อกระทบส่งออกแน่
ศก.ไทยเจอพิษหน้าผาการคลังนายแบงก์เชื่อกระทบส่งออกแน่
ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐตามรังควานไทยกระทบภาคส่งออกไทยแน่
นายธนาคารต่างประเมินว่า ปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ในสหรัฐ ซึ่งหมายถึงว่ามาตรการการคลังชั่วคราวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่สิ้นสุดลงจะมีผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกของไทยในปีหน้าอย่างแน่นอน
นายปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารประเมินว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุดภาวะหน้าผาการคลังจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 0.5% น้อยกว่าผลกระทบในช่วงวิกฤตซับไพรม์ที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวถึง 4% และเชื่อว่าผลกระทบจะอยู่ในช่วงสั้นๆ ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า ซึ่งทำให้การส่งออกของไทยลดลงเพียง 0.2%
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจส่งออกที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งออกไปยังสหรัฐโดยตรง รวมทั้งกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกไปในจีนเพื่อแปรรูปต่อไป
“ผู้ส่งออกของไทยคงได้รับผลกระทบบ้าง เพราะหากเกิดกรณีเลวร้ายจะทำให้กำลังซื้อของสหรัฐหดตัว ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่นำเข้าและส่งต่อไปสหรัฐค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าสหรัฐคงไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น” นายพัชร กล่าว
นางวรีมน นิยมไทย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่ได้ปรับตัวด้วยการหันเปิดตลาดใหม่ในประเทศและในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านแถบอินโดจีนทดแทน ทำให้สัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐขณะนี้มีไม่ถึง 10% ของภาพรวม ขณะที่การส่งออกในกลุ่มเพื่อนบ้านเติบโตแบบก้าวกระโดด
นางวรีมนเชื่อว่าการส่งออกไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 6.5% จากอุปสงค์ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังมีอยู่
ขณะที่นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วิเคราะห์ผลกระทบปัจจัยเสี่ยงของหน้าผาทางการคลังว่า หากสหรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลังได้ช่วงต้นปี เศรษฐกิจสหรัฐจะติดลบและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ถึง 4%
กรณีแรก ไม่มีปัญหาหน้าผาทางการคลัง มาตรการลดภาษีและการใช้จ่ายยังคงมีการดำเนินการต่อไปทั้งหมด ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อย เพราะจะติดปัญหาเพดานหนี้สาธารณะที่สัดส่วนสูงกว่า 100% ขาดดุลงบประมาณราว 9.5% ของจีดีพี กรณีนี้เศรษฐกิจสหรัฐอาจขยายตัวในปีหน้าได้ถึง 2.5-3% จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
กรณีลดการขาดดุลงบประมาณ 25% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ประมาณ 2.1-2.2% จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเพียงเล็กน้อย
กรณีที่ลดการขาดดุลงบประมาณ 75% จากเดิม หรือกรณีตกหน้าผาทางการคลัง คือ ไม่ต่ออายุมาตรการจะทำให้เงินหายไปจากระบบมากกว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ผลที่ตามมาคือทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐติดลบ เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่ถึง 4%







