
หน้าผาการคลัง
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกือบจะไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้ยินเรื่องหน้าผาการคลังของสหรัฐในข่าวเศรษฐกิจและข่าวต่างประเทศ
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกือบจะไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้ยินเรื่องหน้าผาการคลังของสหรัฐในข่าวเศรษฐกิจและข่าวต่างประเทศ
ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ สื่อในบ้านเราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กันมากนัก แต่พอประธานาธิบดีบารัก โอบามา ชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 และตลาดหุ้นนิวยอร์กดำดิ่งลงหลายร้อยจุดในวันถัดมาเพราะความกลัวว่าเศรษฐกิจจะตกหน้าผาการคลัง ความสนใจเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นในบ้านเรา อาจจะเป็นเพราะเราห่วงว่าเศรษฐกิจไทยจะโดนหางเลขไปด้วย
ผมคิดว่าเราคนไทยอาจจะยังไม่ใคร่เข้าใจเรื่องหน้าผาการคลังของสหรัฐมากนัก จึงได้รวบรวมประเด็นสำคัญๆ มาเล่าให้ฟัง ดังนี้
เรื่องแรก ปัญหาการห้อยต่องแต่งอยู่บนหน้าผา หรือการตกขอบผา เป็นการเปรียบเปรยที่อาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบและไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการคลัง ในอดีตก็เคยมีการพูดถึงหน้าผาการเงินกับหน้าผาเศรษฐกิจมาแล้ว แต่หน้าผาการคลังที่อาจจะเกิดในอนาคตอันใกล้นี้เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นได้เฉพาะในสหรัฐเท่านั้น
ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐแยกการเลือกตั้งฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกัน โดยด้านหนึ่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นผู้ตั้งรัฐบาล อีกด้านหนึ่งมีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ ซึ่งก็แบ่งย่อยต่อออกไปเป็น 2 สภา คือสภาผู้แทนกับวุฒิสภา จึงถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่รัฐบาลอาจมีเสียงข้างน้อยในสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา
ด้านการคลัง สหรัฐมีกฎหมายควบคุมการก่อหนี้ของภาครัฐ โดยกำหนดเป็นเพดานหนี้ การแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มเพดานหนี้แต่ละครั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา ซึ่งหากความจำเป็นนี้เกิดขึ้นในสมัยที่รัฐบาลครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา กฎหมายก็จะผ่านโดยสะดวก แต่หากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็มักจะเกิดการตีรวนและมีการต่อรองแลกเปลี่ยนทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ
รัฐบาลโอบามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนมาตั้งแต่ปี 2010 และบังเอิญมีความจำเป็นต้องเพิ่มเพดานหนี้มาตั้งแต่กลางปี 2011
การต่อสู้ในเรื่องนี้ของ 2 ขั้วการเมืองใหญ่เมื่อปีที่แล้วจบลงด้วยการเลื่อนการตัดสินประเด็นสำคัญ เพื่อให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีเสียก่อน โดยมีเงื่อนไขว่า หากยังแก้ปัญหาหรือยังตกลงกันไม่ได้ภายในปีนี้ พอเริ่มต้นปี 2013 งบประมาณรายจ่ายเกือบทุกประเภทจะถูกตัดทอนลงโดยอัตโนมัติ
นอกจากนั้น การลดภาษีที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เพื่อบรรเทาวิกฤตสถาบันการเงิน และโอบามาได้ต่ออายุมาจนถึงสิ้นปี 2012 ก็จะไม่สามารถต่ออายุได้อีก ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีมากขึ้นอย่างถ้วนหน้า
ปรากฏการณ์นี้เองที่เป็นที่มาของคำว่าหน้าผาการคลัง โดยประธานเฟด เบน เบอร์แนนคี เป็นคนพูดถึงคนแรกตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ในขณะนั้นคนยังไม่สนใจมากนัก เพราะยังเป็นเรื่องไกลตัว ประกอบกับหากผลการเลือกตั้งทำให้พรรคที่ได้เป็นรัฐบาลได้ครองเสียงข้างมากในสภาด้วย ปัญหาก็จะหมดไปเอง หรือถึงจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ถ้า มิตต์ รอมนีย์ เป็นผู้ชนะ ปัญหาก็น่าจะมีน้อยกว่า เพราะพรรคที่ต่อต้านการใช้จ่ายเกินตัวได้เป็นรัฐบาลเสียเอง
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่าโอบามาเป็นผู้ชนะและรัฐบาลยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเป็นสูตรผสมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดหน้าผาการคลังมากที่สุด และตลาดหุ้นก็ได้สะท้อนความเสี่ยงนี้ด้วยการปรับลดลงในวันต่อมา
เรื่องที่สอง หากเกิดการตกหน้าผาการคลังจริงมีคำถามว่า ผลกระทบภายในสหรัฐจะรุนแรงแค่ไหน
แน่นอนว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถูกกระทบจากการใช้จ่ายที่ลดลง ทั้งในภาครัฐเพราะถูกตัดทอนงบประมาณและในหมู่ประชาชนเพราะต้องเสียภาษีมากขึ้น
มีผลการวิเคราะห์ทางวิชาการที่ประมาณว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2013 เศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยในอัตรากว่า 1% ต่อปี และอัตราว่างงานจะสูงขึ้นจากระดับ 8% เป็น 9%
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นหลังจากวันแรกเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก แต่ก็เชื่อกันว่า อย่างน้อยก็จะเกิดการถดถอยไประยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์หลายรายรวมทั้งตัวผมเองด้วย ที่เชื่อว่าปัญหาจะไม่ร้ายแรงอย่างที่เกรงกลัวกัน เพราะผลการวิเคราะห์เดียวกันก็สรุปว่า เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2013 จะฟื้นตัวในอัตรากว่า 2% ต่อปี และในระยะยาว ผลของการขาดดุลการคลังน้อยลงจะทำให้เศรษฐกิจโดยเฉลี่ยเติบโตมากขึ้น มีเสถียรภาพดีขึ้น แรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยกับอัตราเงินเฟ้อจะมีน้อย
นักวิเคราะห์กลุ่มนี้บอกว่า ไม่ควรเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าหน้าผาการคลัง แต่ควรเรียกว่าทางลาดการคลัง หรืออย่างมากก็เนินเขาการคลังจะเหมาะสมกว่า
เรื่องที่สาม ผมอยากฟันธงไว้ล่วงหน้าว่า การตกหน้าผาการคลังจะไม่เกิดขึ้น เหตุผลง่ายๆ ก็คือ การเลือกตั้งใหญ่เพิ่งจะจบลง ยังไม่มีเหตุผลที่นักการเมืองจะรีบกลับออกมาตั้งป้อมเผชิญหน้ากัน ประกอบกับประชาชนเองก็คงอยากให้เวลารัฐบาลในการทำงาน
คนที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดจะสังเกตเห็นว่า สส.รีพับลิกันบางรายก็เริ่มเสียงอ่อนลงบ้างแล้ว ในเรื่องยอมให้มีการขึ้นภาษีบ้างบางรายการ จากเดิมที่ยืนกรานว่าห้ามแตะต้อง
แม้ว่าจะมี สส.เดโมแครต บางรายที่ทำเสียงแข็งว่าจะต้องขึ้นภาษีก่อน ส่วนเรื่องตัดลดรายจ่ายให้ค่อยเป็นค่อยไปในภายหลัง กลุ่มนี้อ้างความชอบธรรมจากชัยชนะของโอบามา ว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษี แต่เชื่อว่าอีกไม่นานโอบามาก็จะดึงกลุ่มนี้กลับมาเข้าแถว เพราะไม่อยากให้เกิดภาพว่าการแก้ปัญหาล่าช้าหรือล้มเหลวเพราะฝ่ายของตน
เรื่องสุดท้าย หน้าผาการคลังของสหรัฐ ถึงอย่างไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับหน้าผาการคลังของไทย เพราะกลุ่มที่ครองอำนาจในบ้านเราก็กำลังลากถูเราไปที่ขอบผาเช่นกัน และแม้ว่าระยะทางที่เหลือจะยังไกลกว่าของสหรัฐ แต่หน้าผาของเราสูงชันกว่าและเป็นอันตรายมากกว่า...







