
ในหลวงพระพักตร์แจ่มใส
เป็นอีกหนึ่งวันที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2555 ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ทำให้กราฟความสุขของคนไทยพุ่งขึ้นสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นพระพักตร์พระองค์แจ่มใสและได้เห็นคลื่นแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรไทย ที่ตั้งใจรอเฝ้าชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ลานพระราชวังดุสิตและตลอดสองข้างทางเสด็จพระราชดำเนินอย่างเนืองแน่น
เป็นอีกหนึ่งวันที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2555 ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ทำให้กราฟความสุขของคนไทยพุ่งขึ้นสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นพระพักตร์พระองค์แจ่มใสและได้เห็นคลื่นแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรไทย ที่ตั้งใจรอเฝ้าชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ลานพระราชวังดุสิตและตลอดสองข้างทางเสด็จพระราชดำเนินอย่างเนืองแน่น
“ความปรารถนาดีและความพร้อมเพรียงกันของทุกท่านอย่างที่ได้เห็นในวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจมีกำลังใจมากขึ้น มีความเชื่อเสมอว่าความเมตตาปรารถนาดีของท่านเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำความพร้อมเพรียงให้เกิดขึ้น มีขึ้นทั้งในหมู่คณะและในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็จะมีความหวังได้ว่าบ้านเมืองไทยไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัยและดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน” คือตอนหนึ่งในพระราชดำรัส ที่หากคนไทยนำไปปฏิบัติ ก็เชื่อได้ว่าจะเป็นมงคลแน่นอน
หลังจากฟังพระราชดำรัสจบ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า อยากให้ สส.ทุกคนน้อมนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรม หลักเมตตาธรรม และขอให้ผู้แทนต้องยึดใช้ทั้งในสภาและนอกสภา หากไม่คิดที่จ้องชนะคะคานกัน และใช้หลักเมตตาธรรม ความวุ่นวายก็จะไม่เกิด หากเป็นไปอย่างที่ประธานสภาให้สัมภาษณ์ เชื่อว่าสภาไทยคงเป็นเวทีประลองกันด้วยปัญญามากกว่าวาทะ และประชาชนคงได้อะไรมากกว่านี้







