posttoday
"พท." ไม่เสี่ยงรื้อ รธน. เบนเข็มแก้ทีละมาตรา

"พท." ไม่เสี่ยงรื้อ รธน. เบนเข็มแก้ทีละมาตรา

06 ธันวาคม 2555

การเมืองไทยว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง เมื่อคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลประกาศเดินหน้าจะลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวาระ 3

การเมืองไทยว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง เมื่อคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลประกาศเดินหน้าจะลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวาระ 3

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ที่ค้างอยู่ในรัฐสภา โดยคาดว่าภายในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติที่จะเปิดฉากในวันที่ 21 ธ.ค.สามารถดำเนินการได้

ทว่า ถ้าอ่านใจรัฐบาลแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่า “ยังไม่กล้าเดินหน้า 100%”

เหตุผลหลักที่ทำให้อยู่ในอาการกล้าๆ กลัวๆ มาจากความไม่ชัดเจนในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะต้องผ่านการทำประชามติก่อนยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่

“การตรารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นกระบวนการที่ได้ผ่านการลงประชามติของผู้ใช้อำนาจอธิปไตยคือ ประชาชนโดยตรง ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 แม้จะเป็นอำนาจของรัฐสภาก็ตาม แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 291

เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 291” (คำวินิจฉัยที่ 1822/2555)

พรรคเพื่อไทย (พท.) พยายามตีความคำว่า “สมควรจะ” ไม่ได้มีสภาพบังคับให้ต้องมีการทำประชามติก่อนยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงเสมือนหนึ่งคำแนะนำเท่านั้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเองก็เคยแสดงความเห็นสอดคล้องกับความเห็นของพรรคเพื่อไทยว่า “เป็นอำนาจของรัฐสภาในการดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม พลิกดูรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ที่ระบุว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ” ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยเกิดชะงักได้เหมือนกัน เนื่องจากถ้าตีความบนพื้นฐานมาตรา 216 ย่อมหมายความว่าไม่สามารถปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้นอกจากยึดตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น คือ ถ้าจะยกร่างทั้งฉบับต้องทำประชามติก่อนหรือแก้เป็นรายมาตราโดยผ่านอำนาจรัฐสภา

ภายใต้สองทางเลือกดังกล่าว เท่ากับเป็นการบีบให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกแนวทางการแก้ไขเป็นรายมาตราแทน เหตุที่ไม่เลือกการยกร่างใหม่ทั้งฉบับเพราะไม่ต้องการทำประชามติก่อนการแก้ไข ซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าเสียงข้างมากของประชาชนทั้งประเทศจะเห็นด้วยหรือไม่

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปี่ยมไปด้วยความขัดแย้งและภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหาแบบนี้ อาจทำให้ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลถูกประชาชนตีความได้ว่าทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง

โดยเฉพาะตัดทอนอำนาจการตรวจสอบฝ่ายการเมืองผ่านการแก้ไขกระบวนการในการได้มาขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายหลัง ป.ป.ช.เพิ่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องโครงการรับจำนำข้าวและการถอดถอนรัฐมนตรีในรัฐบาลหลายคน

ครั้นจะให้รัฐสภาเห็นชอบกับวาระ 3 ไปเลย เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็มีสิทธิเจอ “ตอ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ตอ” ที่ว่านั้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่ม 40 สว.ประกาศชัดเจนว่าทันทีที่รัฐสภาผ่านวาระ 3 จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันทีว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เหมือนกับที่เคยยื่นมาก่อนหน้านี้

กลุ่ม 40 สว.ใช้ช่องของกฎหมายในการยื่นตีความว่า ถ้าลงมติเห็นชอบวาระ 3 ครั้งนี้ เท่ากับว่าความผิดได้สำเร็จแล้ว ต่างจากครั้งที่ผ่านมาที่รัฐสภายังไม่ได้มีมติจนเป็นเหตุทางอ้อมให้ศาลรัฐธรรมนูญเองเห็นว่าความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนั้นไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง

นอกเหนือไปจากที่ต้องผจญกับศาลรัฐธรรมนูญแล้ว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี อาจเจอกับภาระทางกฎหมายอย่างเหนือความคาดหมายด้วย

มาตรา 291 (7) และ 150 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านรัฐสภาแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน

กล่าวคือ เมื่อรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว นายกฯ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่ามกลางปัญหาข้อกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสงสัยแบบนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวนายกฯ แน่หากจะต้องฝืนแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญ และอ่อนไหวต่อการถูกฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีในทางการเมืองได้

หรือในอนาคต ถ้าการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประสบผลสำเร็จ แน่นอนว่าย่อมเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเพื่อแสดงสปิริตว่าไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจตัวเอง

จากปัญหาทั้งหมดนี้ จึงเริ่มมีความคิดออกมาจากพรรคเพื่อไทยว่าต้องใช้ช่องทาง “แก้ไขรายมาตรา”

เริ่มจากลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เริ่มกระบวนการใหม่ และกลับไปเสนอร่างแก้ไขรายมาตราอีกครั้ง แต่แก้เฉพาะบางมาตราที่สร้างความรำคาญใจให้พรรคและสมควรต้องเร่งทำก่อน เช่น มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง มาตรา 68 เป็นต้น

ปิดช่องไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีประเด็นยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อรักษาเสถียรภาพเอาไว้ไม่ให้สั่นคลอน

เพราะช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับความมั่นคงของรัฐบาล

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์