
ต้านพรบ.การยางส่อเอื้อทุนต่างชาติ
ต้าน พ.ร.บ.การยางไทย นำเงินเซส 80% อุดหนุนผู้ประกอบการ ส่อเอื้อทุนต่างชาติ
ต้าน พ.ร.บ.การยางไทย นำเงินเซส 80% อุดหนุนผู้ประกอบการ ส่อเอื้อทุนต่างชาติ
นายเพิก เลิศวังพง อดีตอุปนายกชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย เพื่อจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นองค์การมหาชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร มี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เป็นประธาน มีบางมาตราที่เอื้อให้นำเงินกองทุนที่เก็บจากผู้ส่งออกยางพารา หรือเงินเซส ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการยางพารา ซึ่งในอนาคตหากเริ่มต้นการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ก็อาจจะมีบริษัทต่างชาติได้ประโยชน์
“เงินเซสนี้มีอยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เก็บมาจากชาวสวนยางจึงเป็นเงินของชาวสวนยาง ในร่างเดิมจัดสรรให้ กยท. 15% งานวิจัย 5% ให้ผู้ประกอบการยาง สถาบันเกษตรกรยาง 3% ที่เหลือ 80% จะจัดสรรสงเคราะห์ให้ชาวสวนยางทั้งหมด แต่มีการแก้ไขใหม่ให้จัดสรรเงินเซส 80% เพื่อให้การสงเคราะห์ผู้ประกอบกิจการยาง” นายเพิก กล่าว
นายเพิก กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทราบข่าวมาว่ากลุ่มทุนใหญ่ข้ามชาติจากประเทศสิงคโปร์ เตรียมที่จะใช้โอกาสการเปิดเออีซีเข้ามาลงทุนในกิจการยางพาราของไทย โดยถือหุ้นในสัดส่วน 51% ดังนั้นหาก พ.ร.บ.การยางไทยฉบับนี้ผ่านสภา และต้องจัดสรรเงินเซสในอัตราส่วน 80% ให้กับผู้ประกอบการ ก็จะทำให้ทุนต่างชาติได้ประโยชน์ไปด้วย
นายเพิก กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยางพาราไทยถือเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำรายได้ประมาณปีละ 4 แสนล้านบาท หากธุรกิจยางตกอยู่ในกลุ่มบริษัทต่างชาติ จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการยางไทยอย่างหนีไม่พ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ส่งออกประมาณกว่า 10 บริษัท และบริษัทรายขนาดรองมีอีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.กยท. จะต้องเขียนให้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะดำเนินการลงทุนได้ต้องเป็นเกษตรกรยางไทยเท่านั้น
แหล่งข่าวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สร.สกย.) เปิดเผยว่า เตรียมจะเคลื่อนไหวกดดันให้แก้ไขบทบัญญัติใน พ.ร.บ.การยางฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรไทยมากที่สุด
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา สร.สกย.เคยรวมตัวประท้วงการเปลี่ยนสถานะ กยท. จากรัฐวิสาหกิจมาเป็นองค์การมหาชนมาแล้วครั้งหนึ่ง







