
เปิดแฟ้มสืบสวน ปมฆ่านายกเล็กสงขลา
อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ด้วยเหตุนี้ปลอกกระสุนปืนเพียงปลอกเดียว และการแกะรอยจากกล้องวงจรปิดจึงทำให้ 3 ผู้ต้องหา
อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ด้วยเหตุนี้ปลอกกระสุนปืนเพียงปลอกเดียว และการแกะรอยจากกล้องวงจรปิดจึงทำให้ 3 ผู้ต้องหา
โดย...วัสยศ งามขำ
อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ด้วยเหตุนี้ปลอกกระสุนปืนเพียงปลอกเดียว และการแกะรอยจากกล้องวงจรปิดจึงทำให้ 3 ผู้ต้องหาทีมยิงนายกเทศบาลนครสงขลา นายพีระ ตันติเศรณี ถูกออกหมายจับทันทีหลังจากก่อเหตุเพียงไม่กี่วันเท่านั้น คดีที่ดูเหมือนว่าจะคลี่คลายได้ยากจึงกลับกลายเป็นการเปิดปมได้อย่างที่ตำรวจไม่ต้องออกแรงมากนัก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของตำรวจไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้ต้องหา 3 คนนี้ เนื่องจากว่าการสาวให้ถึงผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังนั้นยากยิ่งกว่าหลายเท่านัก แม้ว่าบรรดาทีมสืบสวนทั้งจากภูธรและส่วนกลางจะรู้อยู่เต็มอกกันแล้ว ว่า ใครเป็นเงาดำที่อยู่เบื้องหลังการตาย แต่การทลายกำแพงหาหลักฐานมัดตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
การตายของนายพีระ เรียกได้ว่าสร้างความสั่นคลอนให้กับการเมืองท้องถิ่นใน จ.สงขลา ไม่น้อย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหัวค่ำของวันที่ 7 พ.ย. ขณะที่ นายพีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา กำลังเดินออกมาจากตึกแถวสำนักงานสงขลาฟอรัมที่เขาเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้มีคนร้ายใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สาดกระสุนปืนสงครามใส่นายพีระจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะขับรถยนต์หลบหนีไป
หลังเกิดเหตุตำรวจแดนสะตอเต้นกันระส่ำ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่คดีเล็กๆ นั่นทำให้ พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ นักสืบมือดีที่เพิ่งไปนั่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) แบบหมาดๆ ต้องระดมชุดสืบสวนแกะรอยคนร้ายแบบทันท่วงที ภายใต้สมมติฐานการตายที่ตั้งไว้ก่อนแล้วว่าน่าจะมาจากเรื่องการเมือง และปัญหาความขัดแย้งภายในเทศบาล โดย พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ แบ่งทีมงานออกเป็นสองชุดแบบคร่าวๆ คือชุดวิเคราะห์สถานการณ์ และอีกทีมหนึ่งคือชุดที่ลงพื้นที่ โดยพุ่งเป้าเน้นการตามล่าหาภาพจากกล้องวงจรปิดที่น่าจะเป็นด่านแรกในการแกะรอย
ในขณะที่ชุดวิเคราะห์ได้เตรียมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนายพีระ จนทำให้รู้ว่าผู้ตายมีความขัดแย้งค่อนข้างสูงในเรี่องการเมืองที่เชื่อมโยงกับงานในเทศบาลด้วย ทั้งนี้ นายพีระถือเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่เทศบาลอยู่ในกลุ่มของนายนิพนธ์ บุญญามณี สส.ปชป. ลงรับสมัครเลือกตั้งแทนที่ นายอุทิศ ชูช่วย ที่ปัจจุบันเป็นนายก อบจ.สงขลา ฐานเสียงของ ปชป.เหมือนกัน แต่อยู่ในกลุ่มของ นายถาวร เสนเนียม สส.ปชป. โดยนายพีระได้แข่งขันกับนายกิตติ ชูช่วย น้องชายนายอุทิศที่ลงสมัครด้วย แต่นายพีระก็ชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จ และเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา การเลือกตั้ง สท. กลุ่มของนายพีระก็กวาดชัยชนะได้หมดทั้ง 24 คน จึงไม่แปลกเลยที่นายพีระจะมีปมความขัดแย้งกับนายอุทิศแบบถึงพริกถึงขิง
อีกปมหนึ่งที่ความขัดแย้งเห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างเทศบาลเมืองกับ อบจ.สงขลา คือการที่เทศบาลได้รื้อป้ายสถานที่ก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าของ อบจ.สงขลา บริเวณแหลมสนอ่อน โดยนายพีระอ้างว่า นายอุทิศทำไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่นายอุทิศเองก็แจ้งความดำเนินคดีกับนายพีระ ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำให้ อบจ.สงขลา เสียทรัพย์ ทั้งนี้เนื่องจากนายพีระประกาศจะดำเนินการโครงการอนุรักษ์ป่าสนสันทราย โดยจะให้พื้นที่แหลมสนอ่อนที่เหลือจากการบุกรุกเป็นอุทยานป่าสนธรรมชาติ โดยระหว่างการเข้ารื้อป้ายนั้น นายกิตติได้นำรถยนต์ของ อบจ.และคนราว 50 คนเข้าขัดขวาง จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวอย่างอึกทึกใน จ.สงขลา
ส่วนความขัดแย้งภายในเทศบาลนั้นก็มีไม่น้อย เนื่องจากนายพีระเข้าไปล้างบางเจ้าหน้าที่เทศบาลแทบยกแผง ส่วนใหญ่เป็นเด็กเก่าของนายอุทิศ ทั้งนี้เมื่อราวเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นายพีระถูกถล่มในการประชุมสภาเทศบาลเกี่ยวกับประเด็นชู้สาว ทำให้นายพีระถึงกับย้ายหน้าที่รองนายกถึง 2 คน ก่อนที่ทั้งคู่จะลาออก หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเทศบาลหลายคนจะลาออกตามกันไปแบบกราวรูด และเพียงเดือนเดียว นายพีระยังได้เซ็นคำสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ในเทศบาลอีก 8 คน เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องเกี่ยวกับการประมูลการจ้างเหมาเก็บขยะภายในเขตเทศบาลด้วย
แนวทางสืบสวนจึงพุ่งไปที่ความขัดแย้งการเมืองเป็นหลัก ขณะที่การสืบสวนจากกล้องวงจรปิดก็รุดหน้าอย่างราวเร็ว ภายในคืนเดียวก็พบว่ารถที่ใช้ก่อเหตุขับเข้าไปจอดภายในสมิหลาเรดิโอ สถานที่ออกอากาศวิทยุท้องถิ่นของนายกิตติ ภายในกล้องยังพบด้วยว่าคนร้ายได้มีการเปลี่ยนรถเป็นรถยนต์กระบะสีดำในการหลบหนี ก่อนที่จะไปจอดทิ้งไว้ไม่ไกลจากสถานีวิทยุมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าในช่วงนั้นตำรวจมีการตั้งด่านตรวจค้นแบบปิดเมืองสงขลา คนร้ายจึงไม่กล้าใช้รถยนต์ในการหลบหนี
จากการตรวจค้นที่รถยนต์คันแรก ตำรวจพบอุปกรณ์หลายชิ้นที่เชื่อมโยงกับการก่อเหตุ แต่หลักฐานที่สำคัญที่สุดที่ตำรวจพบนั่นคือปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่ที่บริเวณที่ปัดน้ำฝน ปลอกกระสุนนี้เองที่ทำให้สาวถึงตัวคนร้าย เนื่องจากการตรวจปลอกกระสุนปืนทำให้รู้ว่าเป็นขนาดเดียวกัน และจากกระบอกเดียวกันกับปลอกกระสุนปืนที่ตำรวจเก็บได้จากที่เกิดเหตุ และเมื่อตรวจทะเบียนรถยนต์ประกอบกับการสอบปากคำพยาน รวมทั้งซุ้มมือปืนแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง ที่กลุ่มคนร้ายเคยไปออกปากว่าจ้างให้ลงมือสังหารนายพีระ
หลังเกิดเหตุ 4 วัน ตำรวจจึงขออนุมัติหมายจับ นายไพศาล หนูพันธ์ ในข้อหาฆ่าคนตาย นายนิวัฒน์ รัตน์แก้ว นายฉ้วน หมวดมี นายชยันต์ หนูพันธ์ ในข้อหามีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง กระทั่งวันที่ 10 พ.ย. นายไพศาลได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ ก่อนที่ตำรวจจะแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พกพาอาวุธและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่มีเหตุอันควร แต่นายไพศาลให้การปฏิเสธ อย่างไรก็ตามตำรวจพบว่า นายไพศาลเคยต้องคดีฆ่าคนตายในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา เมื่อปี 2550 กระทั่งวันที่ 27 พ.ย. นายนิวัฒน์ผู้ต้องหาอีกคนได้เข้ามอบตัวกับตำรวจพร้อมกับคำปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารนายพีระ เช่นเดียวกับนายไพศาล
“การเข้ามอบตัวของผู้ต้องหาหลังจากที่หลบหนีการจับกุม น่าจะเตรียมตัวสำหรับการสู้คดีเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามยังมั่นใจในหลักฐานและพยานต่างๆ เชื่อว่าจะสามารถขยายผลจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นผู้บงการได้อย่างแน่นอน” พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ กล่าว พร้อมบอกว่าจากการตรวจสอบประวัตินายนิวัฒน์ พบว่าเคยต้องคดีพัวพันฆ่า 2 คดี ซึ่งทั้งสองคดีศาลยกฟ้อง
เขายังกล่าวด้วยว่า ตำรวจยังต้องทำคดีนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการที่จะเอาหลักฐานมามัดตัวผู้บงการให้ได้ ยังบอกไม่ได้ว่าผู้บงการนั้นเป็นใคร เพียงแต่ผู้ต้องหา และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นลูกน้องของนายอุทิศ กินเงินเดือนของ อบจ. เรายังต้องค้นเป้าหมายอีกหลายจุดในการที่จะหาหลักฐาน ส่วนการที่จะเรียกตัวนายอุทิศมาสอบสวนนั้น ยังต้องรอดูหลักฐานอีกบางส่วนที่จะนำไปขยายผล
ผบช.ภ.9 ยืนยันอีกครั้งด้วยว่า คดีนี้ไม่ยากอย่างที่หลายคนคิด รับรองว่าถึงใครฟันไม่เลี้ยง







