
เสื้อแดงระส่ำ อนาคตก่อแก้วคลุมเครือ
ในที่สุด “ก่อแก้ว พิกุลทอง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ในที่สุด “ก่อแก้ว พิกุลทอง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในที่สุด “ก่อแก้ว พิกุลทอง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำอีกครั้ง หลังจากศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันตัวในคดีก่อการร้ายเพราะได้กระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวด้วยการแสดงออกในลักษณะข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จากการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา
“การกล่าวข้อความเช่นนั้นในเวลาและสถานการณ์ที่ไม่ควรกล่าว ก็อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายและความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทั้งในเวลานั้นจำเลยที่ 5 (ก่อแก้ว) อยู่ในสถานะที่เป็นแกนนำทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง และในสถานะที่เป็น สส. คำพูดของจำเลยที่ 5 ย่อมทำให้มวลชนคล้อยตามได้ง่ายขึ้น
...เมื่อจำเลยที่ 5 กล่าวถ้อยคำเช่นนั้นในเวลาที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะมีคำวินิจฉัย โดยเชิญสื่อมวลชนมาที่ห้องแถลงข่าวของอาคารรัฐสภา ยิ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 5 ได้อย่างชัดเจนว่าต้องการให้คำพูดเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไป และต้องการให้มีผลต่อคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น อันเป็นการคุกคามต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หาได้เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าหรือแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุผลอยู่บนพื้นฐานของหลักตรรกวิทยาดังที่จำเลยที่ 5 กล่าวอ้างไม่” สาระสำคัญจากคำสั่งของศาลอาญา
เดิมทีเงื่อนไขการประกันตัวที่ศาลอาญาเคยให้ไว้มีความสำคัญ 3 ประการ 1.ห้ามออกนอกประเทศ 2.ไม่ก่อความวุ่นวายถึงขั้นเป็นอันตรายต่อสังคม และ 3.ปลุกระดมมวลชนก่อให้เกิดความวุ่นวายต่อสังคม
เป็นแนวทางที่ศาลอาญาวางเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความไม่สงบแลกกับอิสรภาพของแกนนำเสื้อแดง แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาก็มีแกนนำเสื้อแดงหลายรายได้แสดงท่าทีอันเป็นการละเมิดเงื่อนไขของศาล ไม่ว่าจะเป็น “เจ๋ง ดอกจิก” หรือ “จตุพร พรหมพันธุ์” ซึ่งศาลเองก็ได้สั่งถอนประกันตัวจนต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำสักระยะก่อนที่จะได้รับอิสรภาพออกมาอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
จึงไม่แปลกอะไรหากศาลอาญาจะใช้บรรทัดฐานเดิมที่ตัวเองได้วางเอาไว้อย่างเคร่งครัด คือ “ผิดเงื่อนไขประกันสั่งขังทันที” มาใช้กับกรณีของก่อแก้วเพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรณีของก่อแก้วในครั้งนี้ได้มีประเด็นให้ขบคิดกันต่อไปว่า “พ้นจากสถานภาพความเป็น สส.หรือไม่”
พลิกดูรัฐธรรมนูญจะพบว่าได้กำหนดหลักในการพ้นสภาพของ สส.เอาไว้ 11 กรณี แต่ถ้าดูเฉพาะการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุติดคุกมีด้วยกัน 3 กรณี
1.มาตรา 102 (4) “ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล”
2.มาตรา 102 (5) “เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”
3.มาตรา 106 (11) “ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกแม้จะมีการรอลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท”
ถ้านำรัฐธรรมนูญทั้ง 3 มาตรามาเทียบเคียงกับกรณีที่เกิดขึ้นกับก่อแก้วต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้น้อยพอสมควรที่แกนนำเสื้อแดงรายนี้จะตกเก้าอี้ สส.
เป็นเพราะคำสั่งถอนประกันตัวไม่ใช่คำพิพากษา “เสรี สุวรรณภานนท์” อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญมองในมุมนี้ ว่า “การควบคุมตัวจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไปยุ่งกับหลักฐานของคดีเท่านั้น ไม่ใช่การพิพากษาให้จำคุก เพราะศาลยังไม่ได้ตัดสินคดี ซึ่งการพิพากษาให้จำคุกหมายความว่าจำเลยได้กระทำความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย”
เมื่อมองลักษณะนี้ก่อแก้วอาจมีสิทธิที่จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพียงแค่อดทนนอนในเรือนจำไปจนเปิดสมัยประชุมสภาสามัญนิติบัญญัติถึงวันที่ 21 ธ.ค. ก็จะได้รับอิสรภาพอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกันมีอีกชุดความคิดหนึ่งที่มองว่าก่อแก้วอาจพ้นจากเก้าอี้ สส. โดยสามารถอธิบายได้จาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 19 และ 20 รวมไปถึงข้อบังคับพรรคเพื่อไทย
เนื้อหาทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ในภาพรวมว่า ข้อบังคับพรรคเพื่อไทยกำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคต้องสิ้นสุดลง เมื่อถูกคุมขังในเรือนจำโดยคำสั่งของศาล เท่ากับว่าความเป็นสมาชิกพรรคของก่อแก้วได้สิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) ที่ระบุให้ สส.จะต้องเป็นสมาชิกพรรค
ทว่ายังมีความคลุมเครืออยู่ว่ามุมกฎหมายดังกล่าวจะมีผลต่อสถานะก่อแก้วหรือไม่ หลังจากพรรคเพื่อไทยได้แก้ไขข้อบังคับพรรคในช่วงปี 2553 ด้วยการตัดคำว่า “การหมดสิ้นสมาชิกภาพก็ต่อเมื่อถูกคุมขังโดยหมายศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” ออกไป
ด้าน “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ยื่นเรื่องศาลอาญาพิจารณาถอนประกันเห็นว่าอาจทำอะไรไม่ได้
ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังมีความสงสัยอยู่ว่าความเป็นสมาชิกพรรคของก่อแก้วสิ้นสุดลงหรือไม่
ที่สุดแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่เรื่องนี้จะถึงมือศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” อดีต สว.สรรหา เตรียมยื่นให้ กกต.พิจารณาวันนี้
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากอ่านใจบรรดาแกนนำเสื้อแดงที่เป็น สส.เชื่อว่าอยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาทางหนึ่งทางใดเหมือนกัน
สมมติศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าต้องพ้นจากตำแหน่ง ในระยะยาวแกนนำเสื้อแดงจะได้กำหนดการเคลื่อนไหวใหม่ โดยอาจลดบทบาทแกนนำที่เป็น สส.ลงมาให้น้อยลง ป้องกันไม่ให้ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางโดยไม่จำเป็น
หรือในทางกลับกัน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญให้ก่อแก้วอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะเป็นผลดีให้เดินหน้าลุยถล่มปรปักษ์รัฐบาลได้เต็มที่ ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอย่างที่เป็นอยู่
แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรกับก่อแก้ว ย่อมดีกว่าปล่อยให้อะไรต่อมิอะไรเกิดความคาใจ เพราะนั่นอาจไม่เป็นผลดีต่อการรักษาอำนาจรัฐบาลที่ต้องเจอกับแรงเสียดทานอีกมากในระยะยาว







