
บัลลังก์ไม่คาดฝัน
ครองที่นั่ง สส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ถึง 4 สมัย ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด
ครองที่นั่ง สส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ถึง 4 สมัย ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด
สภาผู้แทนราษฎร ทั้งยังติดตามชมการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตนักศึกษา “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” ฉายภาพรัฐสภาไทยอดีตปัจจุบัน ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“สมัยก่อนเป็นวัยรุ่น ผมชอบดูการประชุมสภา เพราะเห็นลีลานักการเมืองเเล้วสนุกมาก แล้วเขาก็ไม่ด่ากันรุนแรงขนาดนี้ อาจจะใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือชั้นเชิงทางกฎหมายโจมตีกัน แต่ยังเป็นพี่เป็นน้องกัน ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านชวน หลีกภัย หรือป๋าเหนาะ (เสนาะ เทียนทอง) ในสภาเขาก็อภิปรายใส่กันตามที่ฝ่ายค้านมีหน้าที่กล่าวหา รัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบ แต่ออกมาหน้าห้องแล้วพวกท่านยังหัวเราะเอิ๊กอ๊าก จับมือกัน ตบมือตบหลัง นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันหัวเราะ ทักทายกันได้”
“ผิดกับสมัยนี้ที่เอาเป็นเอาตาย มีความอาฆาตแค้น ชิงชังต่อกัน สส.รุ่นหลังๆ 2-3 สมัยผ่านมานี่ เดินผ่านกันแทบไม่มองหน้า ไม่มองผู้อาวุโส ทั้งที่จริงเมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ควรเคารพฝ่ายที่ชนะ ให้เขาทำหน้าที่บริหารไป ฝ่ายค้านก็ตรวจสอบไป แต่ไม่ต้องถึงกับขนาดเอาเป็นเอาตาย ตอนนี้ดูหน้าบางคนเหมือนจะฆ่ากันแล้ว”
พฤติกรรมผู้แทนข้างในสะท้อนประชาชนข้างนอก? วิสุทธิ์ ตอบชัด ไม่ใช่แค่ข้างในสะท้อนข้างนอก แต่ความเคียดแค้นเกลียดชังที่เกิดกับประชาชนข้างนอกลุกลามออกมาจาก “ผู้แทนข้างใน” เป็นต้นเหตุ
“อย่าปฏิเสธว่ากลุ่มก๊วนต่างๆ นอกสภามันไม่เกี่ยวกับผู้แทนในสภา พูดตรงๆ ม็อบอะไรก็แล้วแต่มันออกจากสภาทั้งหมด ทุกสีทุกพรรคมันเกี่ยวกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าบ้านเมืองแตกแยก ผมถามเบื้องหลังจริงๆ พวกนักการเมืองคุณมีส่วนรับผิดชอบไหม หากเกิดสงครามการเมือง มีคนฆ่ากันตายสักล้านคน ใครแพ้ ชนะ ผมไม่รู้ แต่ใครจะรับผิดชอบเรื่องพวกนี้ คุณสาบานไหมว่าคุณไม่ได้เชียร์สีใดสีหนึ่งแล้วยุคนไปทำ ดังนั้นอย่าโกหกว่าผมไม่เกี่ยวกับม็อบนี้สีนั้น คุณต้องพูดความจริงก่อนแล้วจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้”
“สำคัญคือประชาชนต้องอย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู” วิสุทธิ์ ฝากหลักคิดถึง “คนข้างนอก” พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
“อย่างผมเป็นเสื้อแดง แต่ประธานเสื้อเหลืองพะเยาผมยังไปรับเขามานั่งกินเหล้า กินกาแฟด้วยกัน ฉะนั้นมันเป็นเรื่องต่างทางความคิด แต่อย่าเอามาเป็นความแค้น คนที่คิดไม่เหมือนกันเป็นสีสันของประชาธิปไตย เมื่อถึงช่วงเลือกตั้งเสื้อเหลืองหรือเสื้อหลากสีอาจไปช่วยประชาธิปัตย์หาเสียงเต็มที่ แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ศัตรูผม เราไม่ใช่ศัตรูกัน ต่างอุดมการณ์ ต่างความคิด แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ”
วิสุทธิ์ ยังชี้ว่าที่จริงแล้วในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ “ตัวแทนของประชาชนยิ่งต้องเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่ทำให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง” แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า สภาพ “ผู้แทน” ขณะนี้แตกต่างและห่างไกลจากสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องสังเกตอะไรมาก ดูได้จากการประท้วงพร่ำเพรื่อ เน้นโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง
“คุณประท้วงได้ แต่ต้องมีเหตุมีผลพอที่จะประท้วงเขา หลายครั้งคุณไม่พอใจฝั่งโน้นเลยพรวดขึ้นมาก่อนเลย ผมเห็นหน้าตาคุณก็รู้ ถามไปบางทียังนึกไม่ออกเลยว่าประท้วงข้อไหน เอะอะก็ข้อ 8 ข้อ 61 ข้อ 63 ไว้ก่อนพอประท้วงเสร็จก็เสียดสีเขาต่อ พอคุณไปใส่เขา เขาก็ใส่คุณกลับ แล้วมันจะจบอย่างไร ผมเตือนหลายครั้งแล้วว่าประชาชนฟังวิทยุดูถ่ายทอดสดอยู่นะ ถ้า สส.ทำตัวดีประชาชนจะชื่นชมและศรัทธาในตัวคุณ แต่ถ้าไม่มีเหตุมีผล ประชาชนเขาจะเกลียดโดยที่คุณไม่รู้ตัว
...วันแรกที่ผู้แทนทุกคนเข้ามา สิ่งที่สภาให้คือข้อบังคับการประชุม ทุกคนรู้หลักการทั้งหมดว่าข้อไหนผิด ข้อไหนถูก รู้อยู่แก่ใจดี แต่ทุกคนก็พยายามทำเรื่องที่ตัวเองผิดเป็นถูก เข้าข้างตัวเองให้มากที่สุด ใช้คารมหลบเลี่ยงข้อบังคับ แต่ผมบอกเลยว่าคนที่ตัดสินคุณไม่ใช่ผม แต่เป็นสังคม เป็นประชาชนที่ดูทีวีแล้วเขาตัดสินคุณไปแล้ว เพราะฉะนั้นคุณอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมจะชนะเกมในสภา แต่คุณอาจจะแพ้ฟาวล์ชาวบ้านที่เขาดูรู้เห็นอยู่ว่าคุณทำอะไร และต่อไปเขาอาจจะไม่เลือกคุณเข้าสภา”
กลยุทธ์การลุกขึ้นประท้วงนั้น “วิสุทธิ์” ขยายความต่อว่ามีหลายสาเหตุ บางคนอาศัยจังหวะต้องการตัดเกมฝ่ายตรงข้าม บางคนอยากออกทีวีใช้ช่องทางนี้หาเสียงไปในตัว ส่วนบางคนจะลุกขึ้นเพื่อต้องการโชว์ผลงานให้ผู้มีบารมีในพรรคเห็นหรือไม่ ตรงนี้เจ้าตัวขอไม่แสดงความคิดเห็น เพียงแต่ยืนยันว่าการจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้หรือไม่นั้น “ผู้ใหญ่” ไม่ได้ประเมินจากการประท้วงบ่อยแน่นอน
“ถ้าผู้ใหญ่มองตรงประท้วง ผมก็ไม่ได้มานั่งตรงนี้ เพราะผมไม่เคยประท้วงสักครั้ง แต่ขยันมานั่งประชุมเท่านั้นเอง”
ก่อนขยายความถึงสาเหตุที่พรรคเพื่อไทยเลือกให้มาเป็นรองประธานสภา
“วันที่พรรคประชุมเลือกประธาน รองประธาน เขาพยายามติดต่อผมหลายครั้งให้นั่งรองฯ แต่วันนั้นผมเป็นไข้หวัดก็ไม่ได้รับโทรศัพท์ ถ้ารับก็คงปฏิเสธให้คนอื่นเป็นไปแล้ว เพราะผมไม่ถนัด แต่ท่านพงษ์ศักดิ์ (รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน) ดันไปรับแทนกับที่ประชุมพรรคให้ผมเป็น”
“พอตื่นมาประมาณตี 1 โทรกลับไป ท่านบอกว่า ‘เวลาอย่างนี้ทำไมไม่กอดโทรศัพท์ไว้ เขาจะให้มึงเป็นรองประธานสภา’ ผมรีบตอบกลับไปว่า ไม่เอานะท่าน แกเลยบอกว่า มึงเป็นคนอย่างนี้เหรอ กูรับไว้แล้ว บอกว่ามึงรับ แล้วจะให้ไปบอกกรรมการบริหารพรรคยังไง หรือจะให้บอกว่าเมื่อกี้กูโกหก (หัวเราะ) ผมเลยบอกว่า ครับ รับเป็นก็ได้ครับ หลังจากนั้นไม่หลับเลยจนถึงสว่าง บอกกับตัวเองว่างานเข้าแล้ว (หัวเราะ)” วิสุทธิ์ เล่าเส้นทางพลิกผันก่อนขึ้นสู่บัลลังก์จนเป็นรองประธานจนถึงทุกวันนี้







