
การดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐบาลกับยุทธศาสตร์พลังงาน
ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผมได้เคยเขียนบทความและไปบรรยายในที่ต่างๆ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้านพลังงาน (ถึงแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานบางคนพยายามจะบอกกับประชาชนว่า เรามีแหล่งพลังงานมากมายติดอันดับโลกก็ตาม)
ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผมได้เคยเขียนบทความและไปบรรยายในที่ต่างๆ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้านพลังงาน (ถึงแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานบางคนพยายามจะบอกกับประชาชนว่า เรามีแหล่งพลังงานมากมายติดอันดับโลกก็ตาม)
ในทางตรงกันข้าม นอกจากเราไม่ร่ำรวยพลังงานแล้ว เรายังผลิตพลังงานได้ไม่พอใช้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Importer) คือใช้มากกว่าผลิตได้เอง จนต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
การต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้าการนำเข้านั้นเป็นการนำเข้ามาเพื่อการผลิต หรือนำเข้ามาเพื่อแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นแล้วส่งออกอีกที อย่างเช่น สิงคโปร์ ซึ่งเป็นเกาะเล็กนิดเดียว แต่นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในกลุ่มชาติอาเซียนทั้ง 10 ชาติ ทั้งนี้เพราะเขานำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปและส่งออกไปขายทั่วโลก เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติที่สิงคโปร์นำเข้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแล้วส่งออกไปขายทั่วโลกเหมือนกัน
แต่ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ กลับนำเข้าเพื่อการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ จึงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการวางยุทธศาสตร์ทางด้านพลังงานของทั้งสองชาตินี้ได้อย่างชัดเจน
โดยทั่วไปเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งไม่มีแหล่งพลังงานเป็นของตนเอง หรือมีแหล่งพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งแหล่งพลังงานที่มีอยู่ก็ทำท่าจะหมดไป และไม่สามารถจะหาแหล่งใหม่ๆ มาทดแทนได้ แนวโน้มพลังงานในอนาคตก็มีแต่จะน้อยลงและราคาแพงขึ้น ในขณะที่ความต้องการพลังงานก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ประเทศนั้นๆ ก็ต้องวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานให้สอดคล้องกับข้อจำกัดและเงื่อนไขดังกล่าว
จากสมมติฐานดังกล่าว ประเทศนั้นๆ จะต้องวางยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงาน โดยกำหนดให้การประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นแก่นแกนของนโยบายพลังงานของประเทศ และดำเนินนโยบายสาธารณะในเรื่องอื่นๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับนโยบายทางด้านพลังงาน
นอกเหนือจากเรื่องของการประหยัดพลังงานแล้ว เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกประเทศ ประเทศนั้นๆ ก็ต้องส่งเสริมและอุดหนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ เพื่อมาใช้แทนการนำเข้าพลังงาน ซึ่งพลังงานทดแทนมักจะมีราคาแพงกว่าพลังงานในรูปแบบเดิม จึงต้องการการอุดหนุนจากภาครัฐค่อนข้างสูงในระยะแรก
จะเห็นว่าประเทศไทยก็อยู่ในขอบข่ายของประเทศที่มีแหล่งพลังงานไม่พอเพียง ซึ่งต้องดำเนินนโยบายประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้น และพัฒนาพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้แทนการนำเข้าพลังงานอย่างรีบด่วน
แต่ถ้าเรามองย้อนหลังไปถึงการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาในอดีตของไทย เราจะเห็นว่ารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายสาธารณะสวนทางกับยุทธศาสตร์ทางด้านพลังงานที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด
ตัวอย่างนโยบายสาธารณะในอดีตที่ผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมทางถนนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ โดยละเลยไม่พัฒนาระบบขนส่งในระบบรางและการขนส่งทางน้ำควบคู่กันไปด้วย ทำให้การขนส่งสินค้าเราต้องพึ่งพารถบรรทุกสูงและต้องใช้น้ำมันดีเซลสูงมาก จนมีผลทำให้เรามีต้นทุนทางระบบขนส่ง (Logistics) สูงกว่าประเทศคู่แข่งอยู่ในทุกวันนี้
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ การมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์โดยละเลยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนความเร็วสูง ทำให้การเดินทางของประชาชนต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัวและรถขนส่งสาธารณะที่แออัดเท่านั้น ทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนแสวงหาพาหนะส่วนตัว ซึ่งก่อให้เกิดภาวะการจราจรติดขัดในเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ สิ้นเปลืองน้ำมันอย่างมหาศาล และก่อให้เกิดมลภาวะสูงมาก
อีกทั้งนโยบายรัฐบาลปัจจุบันในเรื่องรถยนต์คันแรก ก็สวนทางกับยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ที่ต้องการลดการใช้พลังงานอย่างชัดเจน แม้แต่นโยบายรถยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Car) ก็มีส่วนเพิ่มปริมาณรถยนต์บนท้องถนนมากขึ้น และนำไปสู่การบริโภคน้ำมันมากขึ้นแทนที่จะลดลง
นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานก็เช่นกัน การอุดหนุนราคาก๊าซ LPG อย่างยาวนานนับเป็นสิบปีก็ดี การอุดหนุนราคาหรือการไม่เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อให้ราคาไม่สูงเกิน 30 บาท/ลิตร ก็ดี ล้วนเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองทั้งสิ้น
นอกจากนั้น ยังเป็นการขัดแย้งกับนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนของรัฐบาลเองอีกด้วย เพราะเมื่อรัฐอุดหนุนพลังงานจากซากพืชและสัตว์ (Fossil Fuel) ให้มีราคาถูกแล้ว ใครจะอยากใช้พลังงานทดแทนซึ่งมีราคาพอๆ กัน หรืออาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำไปในบางครั้ง
ดังนั้น เรื่องของยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องยึดหลักให้มั่นและปรับการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐบาลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน เพราะเรื่องของพลังงานจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต ในฐานะที่เราต้องนำเข้าพลังงานเพิ่มมากขึ้น
ถ้ารัฐบาลยังคงบริหารจัดการด้านพลังงานโดยไม่มองภาพรวมพลังงานไทยในระยะยาวอย่างที่ทำกันมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน แล้ววันหนึ่งก๊าซธรรมชาติหมดไปจากอ่าวไทย และเราต้องนำเข้าพลังงาน 100% ก็ขอให้คนไทยรับรู้กันไว้เถิด ว่านี่คือผลพวงของการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยและไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งก็มาจากการบริหารจัดการนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล ที่ขาดความต่อเนื่องและมองแต่ผลประโยชน์ในระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ถึงตอนนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหน ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้หรอกครับ!!!







