
คลังชงแก้หนี้นอกระบบ
คลังสางหนี้นอกระบบกลบหนี้ครัวเรือน
คลังสางหนี้นอกระบบกลบหนี้ครัวเรือน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า จะเสนอแผนการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างครบวงจรให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เห็นชอบภายใน 12 สัปดาห์นี้ โดยจะมีมาตรการจูงใจให้เข้ามาเป็นหนี้ในระบบมากขึ้น
ทั้งนี้ จะให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้นอกระบบ โดยสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้สูงกว่าลูกค้าปกติ แต่จะต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบอย่างแน่นอน
ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีการช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบมาแล้ว โดยให้ขึ้นทะเบียน และให้แบงก์รัฐปล่อยกู้อัตราดอกเบี้นต่ำ แต่ช่วงมีการดำเนินการติดตามน้อยลง จึงต้องการทำเรื่องแก้หนี้นอกระบบจริงจังกลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าหนี้นอกระบบไม่สามารถแก้ให้หมดไปได้
นายสมชัย กล่าวว่า ขณะนี้หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงจริง แต่ด้านรายได้ก็พบว่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่น้อยกว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลเรื่องรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก แต่เป็นหนี้ที่ทำให้มีทรัพย์สินเพิ่ม ไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับมีหนี้เพิ่มขึ้นจากการนำไปใช้อย่างไร้ประโยชน์
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนไม่กระทบกับเศรษฐกิจ หรือระบบการเงินของไทย เห็นได้จากการที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินทั้งระบบมีอยู่เพียง 1.2% เท่านั้น ต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่มีเอ็นพีแอลสูงถึง 50%
สำหรับหนี้ธนาคารรัฐที่ปล่อยกู้ให้กับรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน มีหนี้เสีย 1% และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีหนี้เสีย 3%เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม คลังเห็นด้วยกับแนวทางของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ที่จะเรียกธนาคารพาณิชย์มาพบเพื่อขอความร่วมมือไม่ให้เสนอแรงจูงใจในการปล่อยกู้รายย่อยมากเกินไป เพื่อป้องกันหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น
ธปท.ห่วงหนี้ครัวเรือนก่อหนี้พุ่ง จ่อคุมก่อนก่อปัญหาในอนาคต เล็งร่อนหนังสือขอความร่วมมือจากคลังให้คุมสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐไม่ให้โหมโฆษณา ชิงรางวัลจูงใจก่อหนี้เกินตัว เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ย้ำเงินทุนไหลเข้ายังปกติไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยมาดูแล
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ยอมรับว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ห่วงระดับหนี้ครัวเรือนที่เริ่มสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดเล็กและผู้มีรายได้ไม่มาก และเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะนำมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro prudential) มาใช้ในการควบคุมการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือนของระบบสถาบันการเงินเพิ่มเติม เพราะถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำมากำกับดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจภาพรวม
“คงไม่นำมาใช้ในช่วงนี้ เพราะระบบเครดิตยังไม่ได้เป็นปัญหา สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบ้านยังขยายตัวเหมาะสม เว้นสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนที่เพิ่มสูงจนน่าเป็นห่วง” ผู้ว่าการธปท.ระบุ







