posttoday
"ปู" ผ่านสภาเจอ "ปปช." เสถียรภาพบนเส้นด้าย

"ปู" ผ่านสภาเจอ "ปปช." เสถียรภาพบนเส้นด้าย

30 พฤศจิกายน 2555

ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผลปรากฏออกมาตามคาดว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผลปรากฏออกมาตามคาดว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 3 คน ได้รับคะแนนไว้วางใจจาก สส.รัฐบาล และ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านบางส่วน รวมกันไปอย่างล้นหลามโดยเฉพาะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ไปถึง 308 เสียง

เป็นอันสรุปว่าปิดฉากการซักฟอกไปด้วยชัยชนะของรัฐบาลในสภา แต่นอกสภายังต้องดูกันต่อไปว่าควันหลงจากการอภิปรายจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหรือไม่

ควันหลงที่ว่านั้นคือการพิจารณาคดีที่ขยายมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นคำร้องขอถอดถอน “ยิ่งลักษณ” และรัฐมนตรีอีก 2 คน ได้แก่ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เอาไว้เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ซึ่งกำหนดให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจในกรณีทุจริตต่อหน้าที่จะต้องยื่นถอดถอนด้วย

ตามข้อหาแล้วต้องยอมรับว่า “ยิ่งลักษณ์”เจอข้อหาฉกรรจ์กว่าใครเพื่อน เพราะมีสถานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่ต้องดูแลงานรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน

ฝ่ายค้านพยายามโยงให้เห็นว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุด มีความบกพร่องในหลายประการทั้งในภาพใหญ่และภาพเล็ก เช่น ความผิดพลาดจากนโยบายการรับจำนำข้าวที่ปล่อยให้บริษัท สยามอินดิก้า ซึ่งมีความผิดปกติเข้ามารับโครงการ

แม้ว่านายกฯ จะพยายามบอกว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ ทว่าข้อหานี้ก็ขว้างงูไม่พ้นคอ เนื่องจากนายกฯ มีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)

รวมไปถึงความผิดพลาดจากการบริหารนโยบายอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียอย่างมากมายที่เข้าข่ายการบกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง

ขณะที่รัฐมนตรีอีก 2 รายจะเป็นเรื่องภายในกระทรวงของตัวเองที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อนมากกว่าที่จะโดนข้อหาใหญ่ถ้าเทียบกับนายกฯ

“สุกำพล” ถูกพุ่งเป้าไปที่การจัดซื้อเรือตรวจการณ์ลาดตระเวน จำนวน 3 ลำ วงเงิน 553 ล้านบาท และการปรับปรุงเรือรบฟริเกต (รล.) นเรศวร ในระยะที่ 2

“ชัจจ์” โดนเพ่งเล็งเมื่อครั้งเป็น รมช.คมนาคม ดูแลกำกับกรมเจ้าท่า จากโครงการขุดลอกและฟื้นฟูร่องน้ำที่ประสบอุทกภัยแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ชี มูล ป่าสัก 1,215 ล้านบาท

ทุกข้อกล่าวหาทั้งหมด “ยิ่งลักษณ์+2 รมต.”ได้ชี้แจงแถลงไขต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว โดยยืนกรานปฏิเสธทุกข้อหา แต่การแสดงความบริสุทธิ์ต่อสภา ก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องการันตีว่าจะฝ่าด่าน ป.ป.ช.ไปได้ง่ายๆ

ตามขั้นตอนขณะนี้ล่าสุดหลังจากรับเรื่องไว้แล้ว ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมจากการอภิปรายตลอด 3 วันที่ผ่านมา และเตรียมประสานขอเอกสารเพิ่มเติมจากฝ่ายค้านด้วย

เมื่อกระบวนการเหล่านี้ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว หาก ป.ป.ช.เห็นว่าข้อกล่าวหามีน้ำหนักมากพอก็จะมีมติแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป โดยจะเปิดโอกาสให้ “ยิ่งลักษณ์สุกำพลชัจจ์” ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามสิทธิทางกฎหมายก่อนที่ ป.ป.ช.จะพิจารณาว่าคำชี้แจงรับฟังได้หรือไม่

ไฮไลต์อยู่ตรงที่ถ้า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดออกมาตามข้อกล่าวหาอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดทันที

กล่าวคือนายกฯ และรัฐมนตรีต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด ซึ่งรองรับโดยมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ระบุว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล...นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาแล้วแต่กรณี”

การหยุดปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะนี้ไม่ได้มีปัญหาสำหรับ “บิ๊กโอ๋” และ “บิ๊กชัจจ์” เพราะสามารถปรับให้พ้นคณะรัฐมนตรีและเอาคนอื่นมาแทนเพื่อแก้ปัญหาได้ แต่กับกรณีของ “ยิ่งลักษณ์” กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากต่อการแก้ไข

ปัญหาใหญ่ดังกล่าวคงหนีไม่พ้นภาวะสุญญากาศทางการเมือง โดยบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ หรือศาลฎีกาฯ จะมีความเห็น

ถ้าโชคดี ป.ป.ช.มีความเห็นแค่ว่ายิ่งลักษณ์มีความผิดแค่ส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนก็รอดตัวไป ด้วยผลงานที่ผ่านมาวุฒิสภายังไม่เคยสามารถถอดถอนใครได้และสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว แต่ถ้าโชคร้ายมีหลักฐานชี้ชัดว่านายกฯ มีความผิดอาญา ป.ป.ช.ต้องส่งเรื่องผ่านอัยการสูงสุดให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาพิพากษา

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลไม่มีใครรู้ได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไร ทุกอย่างเป็นดุลยพินิจของศาล อาจจะน้อยหรือมากกว่า 1 ปี ไม่ได้มีบรรทัดฐานวางเอาไว้

ทางออกสำหรับปัญหานี้หากเกิดขึ้นจริงจะมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ 1.ยิ่งลักษณ์ประกาศลาออก จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการให้สภา มีมติเลือกนายกฯ และฟอร์มรัฐบาลใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลเหมือนเดิม โดยยังไม่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกิดเหตุการณ์งูเห่าขึ้น

2.ตั้งผู้ปฏิบัติราชการแทนนายกฯ ข้อดี คือ ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องสละเก้าอี้รอเวลาให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีเสร็จสิ้น ถ้ายกฟ้องก็กลับมาทำหน้าที่ต่อ แต่มีข้อเสียที่นายกฯ รักษาการไม่ได้มีอำนาจเทียบเท่านายกฯ ตัวจริง ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้กำหนดหน้าที่ว่านายกฯ เบอร์ 2 สามารถทำอะไรได้บ้าง จึงเกรงว่าหากกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดไปอาจเกิดการฟ้องร้องตามมาอีกมาก

อย่างไรก็ตาม อาจมีทางเลือกที่ 3 ด้วยการชิงประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แต่มีแนวโน้มเป็นไปได้ยาก เพราะไม่อยากปล่อยให้อำนาจรัฐของตัวเองหลุดมือไป

เพราะฉะนั้น เห็นได้ว่าถึงจะฝ่าด่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาได้ด้วยคะแนนสวยหรู แต่เมื่อต้องมาเจอของจริงที่ ป.ป.ช.ได้กลายเป็นเรื่องเกินคาดเดาของนายกฯ และรัฐบาลว่าชะตากรรมตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์