
เสรีภาพกับการบังคับใช้กฏหมาย
วันเดียวจบ แล้วก็จบจริงๆ นั่นคือการชุมนุมของ องค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2555 ไม่ใช่จบเพราะล้มรัฐบาลได้ตามที่คุย แต่จบเพราะมีคนมาร่วมน้อยกว่าที่คาดไว้มาก ซ้ำยังถูกตำรวจกดดันอย่างรุนแรง จนกลายเป็น “ม็อบแดดเดียว” บางคนเรียกว่า “ม็อบครึ่งแดด” ด้วยซ้ำ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ตัดสินใจเลิกการชุมนุมก่อนค่ำ เพราะไม่ต้องการเอาชีวิตของผู้ชุมนุมมาสุ่มเสี่ยง ทำให้คนที่มาร่วมต่างอารมณ์ค้าง เพราะตั้งใจมาร่วมด้วยช่วยกันเต็มที่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป คนก็เริ่มเข้าใจ เสธ.อ้าย มากขึ้น
วันเดียวจบ แล้วก็จบจริงๆ นั่นคือการชุมนุมของ องค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2555 ไม่ใช่จบเพราะล้มรัฐบาลได้ตามที่คุย แต่จบเพราะมีคนมาร่วมน้อยกว่าที่คาดไว้มาก ซ้ำยังถูกตำรวจกดดันอย่างรุนแรง จนกลายเป็น “ม็อบแดดเดียว” บางคนเรียกว่า “ม็อบครึ่งแดด” ด้วยซ้ำ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย ตัดสินใจเลิกการชุมนุมก่อนค่ำ เพราะไม่ต้องการเอาชีวิตของผู้ชุมนุมมาสุ่มเสี่ยง ทำให้คนที่มาร่วมต่างอารมณ์ค้าง เพราะตั้งใจมาร่วมด้วยช่วยกันเต็มที่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป คนก็เริ่มเข้าใจ เสธ.อ้าย มากขึ้น
นี่คือลักษณะผู้นำที่ห่วงใยชีวิตผู้ชุมนุมมากกว่าเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง คล้ายกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ยอมเลิกการชุมนุมของ พธม. เพื่อรักษาชีวิตของผู้ร่วมชุมนุมไว้ หลังจากที่มือมืดยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลจนหลายคนบาดเจ็บล้มตาย ผิดกับผู้นำการชุมนุมบางพวกที่ใช้ชีวิตของผู้ร่วมชุมนุมเป็นเครื่องมือให้ตัวเองไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง
บทเรียนหนึ่งที่แกนนำควรศึกษาไว้ คือ การประเมินพลังตัวเองสูงเกินไปหลังจากมีคนจำนวนมากไปร่วมชุมนุมมากที่สนามม้านางเลิ้ง จึงเกิดอาการ “เร่งสถานการณ์” ให้สุกก่อนเวลาอันควร แทนที่จะค่อยๆ สะสมกำลัง รอคอยโอกาส รอเวลาร่วมกับ พธม. และฝ่ายค้านที่กำลังตระเวนปลุกจิตสำนึกของประชาชนในต่างจังหวัด เพื่อกดดันรัฐบาล
ต้องยอมรับว่าแกนนำของ อพส. ยังมีปัญหาด้านการบริหารฝูงชน คำพูดที่ว่าต้องการแช่แข็งประเทศ ปฏิเสธระบบรัฐสภา เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทำใจรับลำบาก อีกทั้งการกำหนดจำนวนผู้ชุมนุมเป็นหลักหลายแสนถึงล้าน ซึ่งยากจะทำได้ แม้บางคนบอกว่าเป็นกลยุทธ์ในการเรียกคนก็ตาม แค่คนมาชุมนุมหลักหมื่น แกนนำยังงงว่าจะคุมม็อบได้อย่างไร ทีเด็ดที่คิดว่าทหารรุ่นน้องจะออกมาช่วยก็เหลว เสธ.อ้าย หารู้ไม่ว่าทหารวันนี้ไม่ใช่ทหารวันวานรุ่น เสธ.อ้าย ที่ใจถึงพึ่งได้ ขนาดที่ผู้ชุมนุม พธม. ถูกตำรวจทำร้ายด้วยระเบิดแก๊สน้ำตาจนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคนเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ตลอดจนมีการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เขายังเฉยๆ ดังนั้น เสธ.อ้าย ไม่ควรมานั่ง น้อยใจที่น้องไม่ออกมาช่วยพี่ตามที่ร้องขอ
อย่างไรก็ดี การชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย.นั้น อย่างน้อย อพส.ได้จุด “เชื้อ” ไว้พอสมควร โดยเฉพาะการตั้ง “โจทย์” ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องตอบ เมื่อมีการเปิดคลิปจาบจ้วงให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับทราบ แม้ว่าเป็นคลิปเก่า จากนี้ไปประชาชนจะจับตาดูว่ารัฐบาลชุดนี้จะตอบโจทย์ดังกล่าวอย่างไร นอกจากนั้น การที่ตำรวจฉวยโอกาสเอารั้วลวดหนามไปล้อมวังสวนจิตรลดาเป็นการสื่อความหมายอะไรหรือไม่ นี่คือ “เผือกร้อน” ที่อยู่ในมือรัฐบาลยิ่งลักษณ์
แม้ เสธ.อ้าย แพ้ใน “สนามรบ” หรือ “การศึก” ครั้งนี้ แต่ยังไม่แพ้ใน “สงคราม” เพราะรัฐบาลยังไม่ได้ทำให้ “ต้นตอ” หรือ “สาเหตุ” ของความไม่พอใจของประชาชนลดน้อยลง “เชื้อ” ที่ อพส.ทิ้งไว้ยังดำรงอยู่ที่มีแต่จะขยายมากขึ้น คนที่อึดอัดใจและชักจะทนไม่ไหวกับรัฐบาลชุดนี้มีมากขึ้น โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ “รัฐตำรวจ” ที่เริ่มชัดเจนขึ้น ความแค้นของประชาชนที่ถูกตำรวจกระทำจะสะสมเพิ่มขึ้น และรอคอยโอกาสที่จะเอาคืนต่อไป
สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการและผู้รู้ทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์น่าจะศึกษาเพื่อกำหนดเป็นบรรทัดฐานต่อไป หรือจะให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองวินิจฉัยก็ได้ คือ การที่ตำรวจสกัดกั้น ข่มขู่ คุกคาม ขัดขวางประชาชนไม่ให้มาร่วมในการชุมนุม เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร นับตั้งแต่การที่รัฐบาลสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหาทางสกัดกั้นไม่ให้คนเข้ามาชุมนุม ตำรวจตั้งด่านสกัดนับสิบด่านตามเส้นทาง การตรวจค้นรายตัว และตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดเพื่อถ่วงเวลา พอผ่านไปได้ก็โรยตะปูเรือใบจนรถยางแตกไปตามๆ กัน ต้องเสียเวลาเปลี่ยนยาง ใน กทม. มีการปิดกั้นและตั้งด่านสกัดกั้นเข้าสู่บริเวณที่ชุมนุม การข้ามขั้นตอนในการดำเนินการต่อผู้ชุมนุม เช่น การใช้แก๊สน้ำตาขว้างใส่ผู้ชุมนุม การตั้งข้อหารุนแรงเกินเหตุ เช่น กล่าวหาช่างภาพที่ทำหน้าที่โดยการถ่ายภาพเหตุการณ์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุม กล่าวหาแกนนำในข้อหากบฏ ฯลฯ
ในขณะที่ประชาชนใช้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ ตามมาตรา 63 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ” ตำรวจปิดกั้นเส้นทางและตรวจตราคนเข้าไปยังลานพระรูปอย่างเข้มงวด ในลักษณะกดดันไม่ให้คนเข้าไปมาก ทั้งที่ผู้จัดการชุมนุมได้มีหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าสามารถจัดชุมนุมได้ เพราะเป็นการชุมนุมโดยสงบ การกระทำของตำรวจดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามมาตรา 63 หรือไม่อย่างไร
รัฐบาลสร้างข่าวเท็จขึ้นมาว่าจะมีการจับกุมตัวนายกรัฐมนตรี จะมีการบุกทำเนียบฯ ฯลฯ เพื่อสร้างเหตุผลและความชอบธรรมในการประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน การกระทำของตำรวจน่าจะเกินกว่าการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่การรักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ หรืออยู่ในระหว่างเวลาภาวะสงครามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่น่าจะเป็นการขัดขวางการใช้เสรีภาพของประชาชนที่มาชุมนุมอย่างสงบมากกว่า
เส้นแบ่งระหว่างการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชน กับการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลอยู่ตรงไหน ใครรู้ช่วยบอกที เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการชุมนุมในครั้งต่อไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการชุมนุมของ อพส. แต่จะเป็นของกลุ่มใดก็ได้







