
ความสามารถในการแข่งขันของประเทสไทย
ผลของการสำรวจวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของ IMD สำหรับปี ค.ศ. 2012 ได้ออกมาแล้ว และก็อย่างเคยประเทศไทยก็ตกอันดับลงมาอีก ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันโดยทั่วไป (Overall Competitiveness) สถานะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของรัฐบาล (Economic Efficiency) โครงสร้าง (Infrastructure) หรือแม้แต่ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ที่บอกว่าตกก็คือ ความสามารถในการแข่งขัน ตกจากลำดับที่ 27 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 30 ในปีนี้ (ค.ศ. 2012) ในเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ ก็ตกจากลำดับที่ 10 ในปี ค.ศ. 2011 ตกลงมาเป็นลำดับที่ 15 ในปีนี้ ส่วนเรื่องประสิทธิภาพของรัฐบาลก็ตกจากลำดับที่ 23 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 26 ในปีนี้ ประสิทธิภาพของธุรกิจก็ตกลงจากลำดับที่ 19 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 23 ในปีนี้ และโครงสร้างก็ตกจากลำดับที่ 47 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 49 ในปี 2012
ผลของการสำรวจวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของ IMD สำหรับปี ค.ศ. 2012 ได้ออกมาแล้ว และก็อย่างเคยประเทศไทยก็ตกอันดับลงมาอีก ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันโดยทั่วไป (Overall Competitiveness) สถานะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของรัฐบาล (Economic Efficiency) โครงสร้าง (Infrastructure) หรือแม้แต่ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) ที่บอกว่าตกก็คือ ความสามารถในการแข่งขัน ตกจากลำดับที่ 27 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 30 ในปีนี้ (ค.ศ. 2012) ในเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ ก็ตกจากลำดับที่ 10 ในปี ค.ศ. 2011 ตกลงมาเป็นลำดับที่ 15 ในปีนี้ ส่วนเรื่องประสิทธิภาพของรัฐบาลก็ตกจากลำดับที่ 23 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 26 ในปีนี้ ประสิทธิภาพของธุรกิจก็ตกลงจากลำดับที่ 19 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 23 ในปีนี้ และโครงสร้างก็ตกจากลำดับที่ 47 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 49 ในปี 2012
พูดง่ายๆ ก็คือ ตัววัดที่สำคัญๆ ที่ IMD มีไว้วัดนั้น ไทยตกหมด หรือถ้าจะดูเทียบกันหลายๆ ปีหน่อยคือสัก 4 ปีย้อนหลัง ก็จะเห็นได้ว่าปีที่ค่อนข้างดีคือ ไทยมีการขยับขึ้นอันดับมาเป็นส่วนใหญ่ คือปี ค.ศ. 2009 หรือ พ.ศ. 2552 ตามที่ปรากฏในตารางประกอบนี้ ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนไปแล้วครั้งหนึ่ง มีการเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วย ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนสิงคโปร์นั้น ไม่ต้องเปรียบเทียบหรอก เขาไปไกลแล้ว แต่มาปีนี้ผู้เขียนคงไม่เปรียบเทียบกับประเทศใดๆ เลยดีกว่า เพราะหมดกำลังใจ เอาเป็นว่าเราก้มหน้าก้มตาดูปัญหาของเราดีกว่า และดูว่าจะแก้อย่างไร
ที่จริงการจัดอันดับประเทศต่างๆ ในเรื่องเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันนั้น ก็มีการทำกันหลายแห่ง แต่ที่ใหญ่ๆ เป็นที่น่าเชื่อถือก็มีทั้ง IMD และ WEF (World Economic Forum ) ซึ่งจะหยิบรายงานของที่ใดที่หนึ่งมาก็ได้เพราะผลที่สำรวจและจัดอันดับออกมาจะใกล้เคียงกัน ผู้เขียนเผอิญได้เห็นผลของ IMD ก่อน ก็เลยหยิบออกมา
IMD ย่อมาจาก The International Institute for Management Development เป็นองค์กรที่ไม่ค้ากำไร ตั้งอยู่ที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดการสอนทางด้านการจัดการ การบริหาร การเงิน และเศรษฐกิจ ที่ถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของ MBA ที่ได้รับการจัดอันดับจาก Forbes เมื่อปี ค.ศ. 2011 ว่าเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนรายงานการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศต่างๆ นี้ จัดโดยหน่วยงานภายใต้ IMD ที่ชื่อว่า World Competitive Center (WCC) โดยทำการวิเคราะห์ 59 ประเทศในโลก จากข้อมูลที่ใช้กำหนดเป็นบรรทัดฐาน 300 เรื่อง และยังดำเนินการร่วมกับสถาบันอื่นๆ อีก 54 สถาบัน และองค์การระหว่างประเทศและสถาบันอิสระอีก 30 สถาบัน อย่างเช่น ตัวเลขสถิติและตัวชี้วัดต่างๆ ก็มาจากธนาคารโลก OECD (The Organization for Economic Cooperation and Development) องค์การสหประชาชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก (WTO) หรือการสำรวจก็มาจากคำถามที่ส่งไปยังผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก เป็นต้น
การวิเคราะห์ภาพรวมความสามารถในการแข่งขันนั้น ถ้าจะมาดูหลักใหญ่ๆ ว่าเขาดูอะไรกันบ้าง ก็พอสรุปได้ดังนี้
สถานะทางเศรษฐกิจ โดยดูจากปัจจัยต่างๆ เช่น เศรษฐกิจภายในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ การลงทุนระหว่างประเทศ การจ้างงาน และราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ
ประสิทธิภาพของรัฐบาล ปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ เช่น Public Finance นโยบายการคลัง โครงสร้างสถาบัน กฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจ และโครงสร้างสังคม
ประสิทธิภาพของธุรกิจ ดูจากปัจจัย เช่น Productivity ตลาดแรงงาน การเงิน การบริหารจัดการ ทัศนคติและคุณค่า (Attitudes & Values)
โครงสร้าง เช่น โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา
ปัญหาหรือสิ่งที่ต้องปรับปรุงนั้นมีมาก ถ้าดูจากประสิทธิภาพของธุรกิจ เป็นต้น ก็คงเป็นที่ทราบกันดีว่า ทำไมจึงตกจากลำดับที่ 19 ในปี ค.ศ. 2011 มาเป็นลำดับที่ 23 ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงหรือนโยบายบางอย่างที่ไม่เอื้ออำนวย ส่วนเรื่องประสิทธิภาพของรัฐบาลนั้น ผู้เขียนจะไม่พูดถึงเพราะเดี๋ยวจะเป็นเรื่องการเมืองไป สถานะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ก็เช่นเดียวกันที่จะไม่พูดถึง เพราะเดี๋ยวนี้ก็ดูเป็นเศรษฐกิจการเมืองไปเสียแล้ว
ก็ขอดูในเรื่องโครงสร้างดีกว่า โดยเฉพาะโครงสร้างทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันไปถึงการศึกษาบ้าง เพราะน่าจะเป็นเรื่องทางด้านวิชาการ และยังไม่เห็นว่ามีการพูดถึงกันมากนัก แต่กลับเป็นเรื่องสำคัญมากๆ โดยเฉพาะกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศชาติของเรา ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลรวมถึงนักการเมือง และที่สำคัญคือเจ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะให้ความสำคัญ รัฐบาลนั้นได้มีนโยบายไปแล้วว่าจะเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายในการลงทุนทางด้านวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากประมาณ 0.2% ของ GDP เป็น 1% ของ GDP ซึ่งแม้จะไม่มากมายอะไรนัก แต่ถ้าดูการเพิ่มขึ้นจาก 0.2% ของ GDP ก็นับได้ว่าเพิ่มหลายเท่าตัว ก็หวังว่าเจ้ากระทรวงจะมีวิชันที่จะนำทางไปได้ในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่วิสั้นเอาแต่จะถลุงงบประมาณไปจนสูญเปล่า







