
ล้อมคอกโลกไซเบอร์ ส่อล่ม เหตุมะกันเสียอำนาจ-ศก.ฟุบหนัก
นอกเหนือจากประเด็นด้านความคืบหน้าวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป
นอกเหนือจากประเด็นด้านความคืบหน้าวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
และความเสี่ยงที่สหรัฐจะต้องเผชิญกับภาวะหน้าผาทางการคลังในปีหน้าแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจติดตามไม่แพ้กัน นั่นคือแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นและพลิกโฉมสังคมบนโลกออนไลน์ในเร็วๆ นี้
ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมดูแลการใช้อินเทอร์เน็ตและระบบโทรคมนาคมของโลกฉบับใหม่ขึ้นในเวทีประชุมสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ซึ่งเป็นองค์กรในเครือสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 314 ธ.ค.นี้ ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ข้อตกลงฉบับเก่า ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 1988 มีความจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง เพราะระบบการสื่อสารของโลกได้ก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการเกิดขึ้นมาของมือถือสมาร์ตโฟน และคอมพิวเตอร์แท็บแล็ต ที่ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตขยายตัวขึ้นอย่างทวีคูณในวันนี้
ถึงแม้ในขณะนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยถึงร่างข้อเสนออย่างเป็นทางการว่าประเทศสมาชิกต่างๆ กว่า 193 ประเทศทั่วโลกที่จะเข้าร่วมประชุมมีความต้องการที่จะร่างข้อเสนอออกมาในทิศทางใด
แต่ทว่าแหล่งข่าวใกล้ชิดซึ่งรายงานโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า หลายประเทศเริ่มมีความเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบการติดต่อสื่อสารในโลกออนไลน์ที่กว้างใหญ่ควรเปลี่ยนมือจากองค์กรเดิมที่ไม่แสวงหาผลกำไรอิสระที่ชื่อว่า สมาคมความร่วมมืออินเทอร์เน็ตเพื่อการกำหนดชื่อและรหัส (ไอซีเอเอ็นเอ็น) ซึ่งอยู่ในสหรัฐ ไปอยู่ในความดูแลขององค์การระหว่างประเทศอย่างไอทียู แทน
ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าประเทศต่างๆ อาทิ รัสเซีย จีน และประเทศอาหรับจำนวนมาก ต่างก็เสนอว่ารัฐบาลควรมีอำนาจในการควบคุมจัดการการเข้าถึงเนื้อหาและเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตของประชาชนในประเทศมากขึ้น รวมไปถึงการสนับสนุนให้มีการกำหนดให้มีการแสดงตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเปิดเผย นอกจากนี้ยังต้องการให้ผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่ครอบงำโดยบริษัทจากสหรัฐจ่ายค่าธรรมเนียมต่อรัฐบาล หรือบริษัทเอกชนที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มีข้อเสนอเหล่านี้โผล่ออกมาได้ไม่นาน ดูเหมือนว่าจะทำให้พี่เบิ้มใหญ่มหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐจะไม่พึงพอใจอย่างมาก จนถึงกับออกมาประกาศเปรี้ยงว่าจะคัดค้านข้อเสนอดังกล่าวทั้งหมดที่ระบุมา พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ากรอบข้อตกลงและกลไกที่ดูแลด้านอินเทอร์เน็ตเดิมนั้นดีอยู่แล้ว ไม่ควรไปเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น
ขณะที่บริษัทผู้ให้บริการเว็บไซต์เสิร์ชเอนจินสัญชาติอเมริกันเบอร์หนึ่งของโลกอย่างกูเกิล ก็ยังออกมาประณามข้อเสนอดังกล่าวทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งที่คุกคามการแสดงความคิดเห็นที่เสรีของโลก และสกัดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างมองว่าสาเหตุที่ทำให้ภาครัฐและเอกชนสหรัฐต้องดิ้นพล่าน และแสดงความเห็นค้านอย่างหัวชนฝาต่อการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การดูแลข้อตกลงและมอบอำนาจในข้อตกลงไอทียูฉบับใหม่มากขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะเป็นสิ่งที่มาชนเข้ากับผลประโยชน์ของเมืองลุงแซมเข้าอย่างจัง โดยเฉพาะหนึ่งในข้อเสนอดังกล่าวที่จะทำให้ไอทียูมาดูแลควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก แทนที่ไอซีเอเอ็นเอ็น ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในดินแดนมะกัน ถือเป็นสิ่งที่สหรัฐมิอาจยินยอมได้ด้วยประการทั้งปวง
เพราะข้อเสนอดังกล่าวเปรียบเสมือนการแย่งอำนาจการดูแลและควบคุมอินเทอร์เน็ตโลกโดยอ้อมไปจากอ้อมอกสหรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าสถานะองค์กรอย่างไอซีเอเอ็นเอ็นจะระบุว่าเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงผลกำไรที่คอยทำหน้าที่ตัดสินว่าเว็บไซต์ไหนจะใช้ชื่อไหน รหัสโดเมนอะไร เท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินใจทุกอย่างขององค์กรแห่งนี้จะทำได้อย่างอิสระไปทุกอย่าง เพราะในท้ายที่สุดการอนุมัติต่างๆ ก็ต้องส่งไปให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุมัติอยู่ดี
ฉะนั้น ในทางปฏิบัติแล้วองค์กรดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนหนึ่งว่าเป็นการควบคุมโดยรัฐบาลสหรัฐทางอ้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสงสัยและเคลือบแคลงของหลายประเทศทั่วโลกว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังใช้สิ่งนี้มาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสนองผลประโยชน์ในทางการเมือง และการขยายอิทธิพลสร้างภาพลักษณ์หรือไม่
เห็นได้ชัดจากเมื่อปีที่แล้ว ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่เพิ่งระบุไปว่าจะใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการส่งเสริมผลประโยชน์ของประเทศ และสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ซึ่งหลายประเทศที่เป็นคู่แข่งกับสหรัฐต่างถูกสหรัฐเล่นงานโดยใช้ประเด็นด้านเสรีภาพในอินเทอร์เน็ตโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรัสเซียกับจีน
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ประเทศต่างๆ จะเริ่มเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลด้านอินเทอร์เน็ตขึ้นใหม่ และลดการครอบงำของสหรัฐ
สาเหตุประการต่อมาและเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ความกังวลว่ากฎระเบียบที่ร่างขึ้นมาใหม่อาจจะเป็นภัยคุกคามและกระทบกับผลกำไรและผลประโยชน์ของภาคธุรกิจออนไลน์ที่ปีๆ หนึ่งสามารถทำรายได้อย่างมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่ครอบงำโดยบริษัทสัญชาติอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ ยาฮู วิกิพีเดีย และฮอตเมล โดยเฉพาะข้อเสนอของรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาที่ระบุว่าผู้ให้บริการเว็บไซต์รายใหญ่เหล่านี้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่อรัฐบาลหรือบริษัทโทรคมนาคม
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตเหล่านี้จะรวมกันต้านและสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลในการคัดค้านกับการร่างกฎใหม่ขึ้นมาอย่างชัดเจน อาทิ กูเกิล
“บริษัทเหล่านี้สนับสนุนรัฐบาลสหรัฐในการคัดค้านการให้องค์การในเครือของยูเอ็นเข้ามาควบคุมอย่างแน่นอน เนื่องจากเห็นว่าหากมีการดูแลควบคุมมากขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนในการให้บริการออนไลน์ในต่างประเทศสูงขึ้นในทันที” อามี ชรัตส์ นักวิเคราะห์ด้านวงการไอที จากหนังสือพิมพ์วอลสตรีตเจอร์นัล กล่าว
สาเหตุสำคัญประการสุดท้ายซึ่งเชื่อมโยงมาจากสาเหตุประการที่สองที่ทำให้สหรัฐต้องลุกขึ้นมาคัดค้านก็คือ การที่รัฐบาลต้องการปกป้องภาคธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจในประเทศกำลังย่ำแย่ และมีคนตกงานสูงถึง 7.9%
เนื่องจากหากภาคธุรกิจด้านไอทีและวงการอุตสาหกรรมเว็บไซต์ ที่มีสัดส่วนการเพิ่มการจ้างงานคนในประเทศได้รับผลกระเทือนจากกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวด จนทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติลดลง ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทำให้ภาคการจ้างงานและการลงทุนเพิ่มเติมสะดุดลง และนั่นก็มีผลต่อเศรษฐกิจภายในให้ยิ่งเลวร้ายหนักลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวบังเอิญมาเกิดขึ้นตรงกับช่วงเวลาที่สหรัฐจะเผชิญกับภาวะหน้าผาการคลังในปีหน้าแล้ว สหรัฐอาจถึงขั้นล้มฟุบอย่างหนัก
ฉะนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนสหรัฐ จึงจับมือกันคัดค้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่เว้นแม้กระทั่งสื่อสำนักต่างๆ ในสหรัฐที่ต่างออกมารุมโจมตีแบบยำใหญ่ใส่ข้อเสนอดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน ทั้งๆ ที่การประชุมยังไม่เริ่มต้นขึ้นจริงๆ เลยด้วยซ้ำ
ต้องยอมรับว่า แม้ว่าทั่วโลกจะรู้ถึงจุดอ่อนของระบบการควบคุมและดูแลระบบการสื่อสารโทรคมนาคมโลก แต่ต้องยอมรับว่าประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่กระทบโดยตรงต่อมหาอำนาจเบอร์ 1 อย่างสหรัฐ
ฉะนั้น ในสัปดาห์หน้าจึงเป็นงานที่ท้าทายยิ่งสำหรับประชาคมโลกที่จะต้องแสวงหาแนวทางอื่นๆ มาเพื่อทำให้สหรัฐยอมเจรจา หรืออ่อนข้อลงบ้าง
มิเช่นนั้นข้อตกลงคงจบเห่ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มพูดคุยกัน







